ไลฟ์สไตล์

งานเซรามิกผสานศิลปะคือ สิ่งที่รัก

  • 10 กันยายน 2561, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 698
Share on Google+
LINE it!
- +

การทำงานอดิเรกที่ตัวเองรักให้กลายเป็นรายได้ ถือเป็นสิ่งที่ดีและน่าทำตามเป็นที่สุด และไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของคุณ ขอแค่ลงมือทำเท่านั้น

เรื่อง : ภาดนุ

หิรัณย์ ชัยชนะ เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีแนวคิดนอกกรอบ ทั้งการทำงานและความรักในศิลปะ สร้างงานอดิเรกของตัวเองด้วยการเรียนรู้และลงมือทำ จนเกิดเป็นสินค้าเซรามิกผสานศิลปะซึ่งมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร จนสร้างรายได้เสริมและสร้างชื่อเสียงให้ผู้คนเริ่มรู้จักผลงานของเขามากขึ้นเรื่อยๆ

“เดิมทีผมเรียนจบสาขาวิชาการโรงแรม จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เมื่อเรียนจบมาก็เข้าไปฝึกงานที่โรงแรมชื่อดัง จากนั้นก็เริ่มทำงานในแผนกฝ่ายขาย แต่พอทำได้สักพักใหญ่ก็รู้สึกเบื่องานที่ต้องอยู่แต่ในตึก เลยหันไปเป็นเออีของบริษัทออร์แกไนเซอร์ และงานอื่นๆ โดยทำงานประจำอยู่ 10 ปีได้ แต่วันหนึ่งก็รู้สึกว่า ตัวเองไม่ค่อยมีความสุขกับการทำงานประจำนัก ผมจึงตัดสินใจลาออกมาอยู่นิ่งๆ เพื่อจะใช้เวลาในการตกผลึกชีวิตตัวเองว่าต้องการอะไร

อันที่จริงแล้วครอบครัวผมมีร้านขายของชำและธุรกิจบ้านเช่าในย่านแบริ่งอยู่ด้วย เมื่อลาออกมาอยู่บ้าน ผมก็ช่วยคุณแม่ดูแลธุรกิจครอบครัวบ้าง แต่แล้ววันหนึ่งก็รู้สึกว่า ชีวิตตัวเองจะสโลว์ไลฟ์มากเกินไปแล้ว มีข้าวกิน จะตื่นกี่โมงก็ได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าธุรกิจครอบครัวนั้นมันเป็นของคุณแม่อยู่ดี ผมเลยอยากหาอะไรทำดูบ้าง ก็เลยตัดสินใจไปเรียนปั้นถ้วยชามหรืองานเซรามิกที่ ‘ชามเริญ สตูดิโอ’ ซึ่งเป็นสตูดิโอสอนศิลปะที่อยู่แถวเสาชิงช้า”

หิรัณย์บอกว่า ช่วงแรกเขาก็อยากเรียนการวาดภาพสีน้ำมันและวาดลายไทย แต่พอมาคิดได้ว่า เมื่อวาดภาพเสร็จแล้วก็แค่แขวนไว้ดูได้เท่านั้น ภาพวาดไม่มีฟังก์ชั่นที่สามารถจะใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ เขาจึงเปลี่ยนใจไปเลือกเรียนการทำเซรามิกแทน

 

“ผมว่าการเรียนทำเซรามิกมันมีฟังก์ชั่นที่น่าจะมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันเยอะเลย เมื่อเรียนแล้วเราสามารถทำแก้ว ถ้วย จาน ชาม เป็นของตัวเองแล้วนำมาใช้ได้ ดังนั้นผมจึงเริ่มเรียนตั้งแต่การปั้น การลงสี และการนำไปเผาในเตาอบ ส่วนรูปทรงภาชนะที่เราปั้นออกมานั้นก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะปั้นให้มีรูปทรงอย่างไร การได้มาเรียนที่ชามเริญทำให้ผมยิ่งแน่ใจว่าตัวเองชอบงานเซรามิกจริงๆ ซะแล้ว

ต่อมาเพื่อนรุ่นพี่ซึ่งเป็นดีไซเนอร์ มาชวนไปเรียนปั้นเซรามิกที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ซึ่งต้องเรียนนาน 6 เดือน แต่ผมก็บอกกับอาจารย์ว่า ผมมีเวลาเรียนแค่ 4 เดือนเท่านั้น อาจารย์ก็ยินดีจะสอนให้ งานเซรามิก ชิ้นแรกของผม หลังจากได้มาเรียนที่นี่ก็คือ ภาชนะแบบฟรีฟอร์มคล้ายชามที่เป็นกระถางปลูกต้นไม้ ซึ่งมีความพลิ้วไหวของลายเส้นที่มีความบาลานซ์กันได้อย่างลงตัว จนอาจารย์ที่สอนบอกว่า นี่แหละคือตัวตนของผม”

หิรัณย์บอกว่า ตลอด 4 เดือนสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ก็คือ การเลือกลักษณะเนื้อดินที่จะปั้น การเตรียมดินให้เนื้อเนียนไม่มีฟองอากาศขณะปั้น การทำน้ำเคลือบภาชนะ รวมทั้งเทคนิคการขึ้นรูป ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นและสำคัญมากในการทำเซรามิก

 

“ผมได้ค้นพบว่า ความสุขที่แท้จริงของตัวเองก็คือ การปั้นดิน เพราะสามารถทำให้เป็นรูปทรงอิสระตามที่เราพอใจได้ เมื่อกลับมาอยู่บ้านผมจึงลองทำเซรามิกสไตล์ตัวเองที่เน้นพื้นผิวส่วนใหญ่เป็นสีคราม และเมื่อนำไปออกบูธขายในโซนงานฝีมือที่ห้าง ดิ เอ็มควอเทียร์ ปรากฏว่างานเซรามิกของเราได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า ซึ่ง 95% จะเป็นคนไทยที่รักในงานศิลปะทั้งหมดเลย

งานนั้นนำเซรามิกไป 40 ชิ้นก็ขายได้ทั้งหมดเลย เช่น แก้วน้ำ ที่รองแก้ว ชามใบใหญ่ กระถางต้นไม้ ซึ่งแต่ละชิ้นจะมีสีสัน ลวดลาย และรูปทรงฟรีฟอร์มที่ไม่ซ้ำใคร จึงเป็นที่ถูกใจบรรดาลูกค้าพรีเมียมที่รักงานศิลปะเป็นอันมาก แถมตอนซื้อลูกค้าก็ไม่เคยต่อราคาเลยละ

ต่อมาผมได้ลองพัฒนาลวดลายของจาน ชาม ให้มีลวดลายหินอ่อน (Marble) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และแน่นอนว่าต้องเป็นสีคราม (Indigo) ด้วยเช่นกัน ด้วยความที่ผมทำเซรามิกเป็นงานอดิเรกตั้งแต่แรก ดังนั้นจึงยังไม่มีหน้าร้านที่วางขายสินค้าโดยตรง ส่วนใหญ่จะขายผ่านออนไลน์คือ Fanpage FB : absurd fox และ IG : absurd.fox ซะมากกว่า”

หิรัณย์ทิ้งท้ายว่า โชคดีที่เขามีเพื่อนเป็นพีอาร์ของห้างดังอย่าง สยามพารากอน ดิ เอ็มควอเทียร์ และยังเคยเป็นศิษย์เก่าศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ฉะนั้นพอมีการออกบูธที่ไหน เขาก็จะได้รับการชักชวนให้ไปออกร้านขายเซรามิกอยู่เสมอ

“สำหรับราคาเริ่มต้นของเซรามิกแบรนด์แอ็บเซิร์ด ฟ็อกซ์ จะเริ่มต้นที่ 200-3,000 บาท โดยรายได้ 10% ที่ได้จากการขายทุกครั้ง ผมจะนำไปบริจาคให้กับ รพ.ศิริราช และรพ.รามาธิบดี เพื่อช่วยเหลือด้านการกุศลด้วย การทำเซรามิกขาย สำหรับผมมันอาจจะไม่ได้ทำให้ร่ำรวยมากนัก แต่ที่ผมทำเพราะรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ที่สำคัญยังทำให้ผมมีเวลาอยู่บ้านมากขึ้นและสามารถดูแลคุณแม่ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย”