ไลฟ์สไตล์

เคล็ดลับดีๆ ในการฝึกโยคะ

  • 16 สิงหาคม 2561, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 808
Share on Google+
LINE it!
- +

การฝึกโยคะนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการยืดเหยียดกล้ามเนื้อและสร้างความยืดหยุ่นให้กับร่างกายเรา

เรื่อง : ภาดนุ ภาพ : Pixabay

แม้การฝึกโยคะจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายหรือยากเกินไปสำหรับบางคน แต่จะดีกว่ามาก ถ้าเรารู้ถึงเคล็ดลับที่ถูกต้องในการฝึกโยคะ ว่ามีอะไรที่ควรปฏิบัติหรือควรให้ความสำคัญบ้าง

ชาว 40 พลัสจะได้ฝึกโยคะด้วยความสนุกสนาน ได้สมาธิ และได้ประโยชน์ไปพร้อมกันในคราวเดียวเลยไงล่ะ

1.สถานที่หรือบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติบนพื้นเรียบๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการฝึกโยคะ ไม่ควรฝึกโยคะในห้องแอร์ แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ควรปรับอุณหภูมิอยู่ที่ 27 องศาเซลเซียส และควรสลับกับการฝึกบนพื้นหญ้า หรือหาดทราย เพื่อดูดซับพลังธรรมชาติไปด้วย

2.เวลาที่ดีที่สุดในการฝึกโยคะควรเป็นช่วงเช้า เพราะคุณจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอด หากฝึกในช่วงเย็นก็ควรฝึกก่อนเวลาที่พระอาทิย์ตกดินจะดีที่สุด

3.ควรงดอาหารหนักประมาณ 4 ชั่วโมงก่อนฝึก หรืองดอาหารเหลวก่อน 2 ชั่วโมง ไม่ควรฝึกโยคะหลังจากรับประทานอาหาร เนื่องจากช่วงเวลานี้ระบบย่อยต้องการออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงกระเพาะอาหารเพื่อช่วยในการย่อย ถ้าฝึกโยคะเลยก็อาจทำให้การย่อยอาหารไม่ดี ก่อนฝึกอย่าให้ท้องหิวหรืออิ่มจนเกินไป

4.ความสะอาดคือ สิ่งสำคัญ ควรอาบน้ำก่อนฝึกโยคะเพื่อช่วยเปิดเส้นลมปราณ และเป็นการช่วยวอร์มกล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นได้ดีขึ้น ไม่ควรกลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะในขณะฝึก

5.ควรหาชุดโยคะที่สวมใส่สบายๆ อาจทำจากผ้าฝ้ายก็ได้ เพราะสามารถระบายความร้อนและซับเหงื่อได้ดี ชุดโยคะที่ดีต้องไม่รัดหรือหลวมจนเกินไป

6.เลือกเสื่อโยคะที่มีคุณภาพดี มีความหนาเพื่อรองรับสรีระไม่ให้เจ็บ ไม่ควรฝึกบนที่นอนอ่อนยวบหรือผ้าขนหนูซับเหงื่อ ไม่ควรสวมเครื่องประดับใดๆ เวลาฝึกไม่ควรฉีดน้ำหอม สามารถใช้อุปกรณ์ช่วยในการฝึก เช่น บล็อก เชือก ผ้าห่ม เก้าอี้ หรือถุงทรายได้

7.อย่าลืมผ่อนคลายก่อนเล่น ให้นอนหงายผ่อนคลาย 2-3 นาทีก่อนเริ่มฝึกในท่าแรก จะช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น

8.การหายใจ อย่าบังคับหรือกลั้นหายใจ หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ โดยหายใจทางจมูกเท่านั้น อย่าหายใจทางปาก

 

9.ให้มีสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจตลอดเวลาขณะฝึก คอยสำรวจท่าฝึกแต่ละท่าตามครูอย่างถูกต้อง ฝึกด้วยจิตสบายๆ ไม่เคร่งเครียด และไม่คาดหวัง

10.เวลาฝึก ทำท่าช้าๆ อย่าฝืนร่างกายจนรู้สึกตึงเกร็งจนเกินไป ใช้อุปกรณ์ช่วยฝึกเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

11.หากป่วยต้องพัก แต่ถ้าเป็นหวัด ไอ ปวดหัว ปวดท้อง หรือมีอาการเคล็ดขัดยอกเพียงเล็กน้อย โยคะจะช่วยบำบัดอาการและปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ให้ปรึกษาครูโยคะเพื่อขอคำแนะนำก่อนฝึก

12.หากอยู่ในช่วงของการมีรอบเดือน ห้ามฝึกท่ากลับหัว เช่น ท่ายืนด้วยศีรษะ ยืนด้วยไหล่ ท่าคันไถ เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดี

13.กรณีคนท้อง คนเพิ่งรับการผ่าตัด หรือมีปัญหาสุขภาพ เช่นโรคหัวใจ กระดูกสันหลัง ความดันสูง หากจะฝึกโยคะควรแจ้งให้ครูผู้สอนทราบก่อนเริ่มคลาสเพื่อปรับเปลี่ยนอาสนะให้เหมาะสม

14.อย่าหลับตาขณะฝึกอาสนะ แต่หากรู้สึกเหนื่อยขณะฝึก ควรพักในท่าเด็ก ท่าศพ หรือท่าจระเข้

15.หลังฝึกเสร็จ ไม่ควรอาบน้ำทันที ควรพักอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง โดยนอนพักในท่าศพอย่างน้อย 5-10 นาที

16.ควรฝึกสม่ำเสมออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสูด

17.กรณีที่มีเวลาจำกัด ให้เลือกฝึกเฉพาะอาสนะในท่ายืน ท่าฝึกหน้าท้อง ท่าก้ม และท่าแอ่นหลัง ท่าบิดตัว รวมถึงท่านั่งอีก 1-2 ท่าเท่านั้น

18.เพิ่มประสิทธิภาพการฝึก ด้วยการฝึกกับครูผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ ไม่ควรศึกษาด้วยตนเองผ่านการอ่านหนังสือหรือดูซีดี การฝึกนั่งสมาธิ 5 นาทีทุกวัน จะช่วยพัฒนาการฝึกโยคะได้ดียิ่งขึ้น

19.หากมีอาการเจ็บแขนและขาหลังจากฝึกโยคะ ให้ใช้น้ำมันมะกอกถูเบาๆ บริเวณที่เจ็บ 1-2 นาที แล้วพักผ่อน อาการก็จะดีขึ้น