ไลฟ์สไตล์

แม่คือ ไอดอลคนแรกในชีวิต จากใจ ดีเจนุ่น-ณัชชานันท์ พีระณรงค์

  • 10 สิงหาคม 2561, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 722
Share on Google+
LINE it!
- +

ดูช้างให้ดูหางดูนางให้ดูแม่ ยังเป็นสุภาษิตที่ใช้ได้จริง

เรียบเรียง : ไรเฟิลเบิร์ด

“ดีเจนุ่น-ณัชชานันท์ พีระณรงค์” ดีเจคลื่น 88.5 EDS และครูสอนภาษาอังกฤษ แฟนเพจ English afternoonz และทวิตเตอร์ @eng_afternooz เปิดใจถึงคุณแม่ ผู้ที่อยู่ในทุกจังหวะชีวิต และแม่คือทุกๆ สิ่ง ที่ทำให้นุ่นเป็นอยู่ในทุกวันนี้

“แม่คือ ไอดอลคนแรกในชีวิตเลย อยากเป็นแบบแม่ไปซะทุกอย่าง โชคดีแค่ไหนที่มีฮีโร่เป็นใกล้ตัวขนาดนี้ ยอมในความเป็นทุกอย่างของแม่ คือสิ่งที่แม่เก่งที่สุด นี่นุ่นยังไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะเก่งได้สักครึ่งของแม่ไหม แค่ความเป๊ะก็แพ้แม่แล้ว แม่เป็นคนละเอียดมากๆ นอกจากแม่จะเป็นที่หนึ่งในบ้านเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามแบบฉบับของผู้หญิง เช่น ดูแลใส่ใจในดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน ทำกับข้าว ซักผ้ารีดผ้าต่างๆ ตามแบบฉบับของผู้หญิง (สมัยเก่า) แม่ก็มีความสมัยใหม่ ยังเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน

เลขอายุ 60 ก็ทำอะไรแม่ไม่ได้ ควาสามารถแม่เหนือกาลเวลาจริงๆ ตอนนี้ก็ยังทำงานอยู่เลยค่ะ ไม่รู้ว่าแบ่งเวลายังไง ใครถามนุ่นว่าทำงานเยอะๆ แบ่งเก่งจังทำยังไง นุ่นว่าถามแม่เลยชัดเจนกว่า เพราะแม่ยังทำงาน ยังดูแลบ้าน ยังดูแลลูก และดูแลทุกรายละเอียดของชีวิตได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญแม่ยังสอบผ่านเรื่องที่พ่อบ้านต้องทำได้อีกด้วย ทั้งทำปั๊มน้ำ ซ่อมไฟ ไปจนถึงงานช่างอื่นๆ เรียกว่าตัดต้นไม้ ทำรั้วบ้านนี่ดูธรรมดาไปเลย สกิลนี้คงได้มาจากที่พ่อ (น.ท.ไชยนันต์ พีระณรงค์-อดีตหน่วยซีล) ไม่ค่อยอยู่บ้าน เดินทางไปทำงานต่างประเทศตลอด บางครั้งไปอยู่นานหลายเดือน แม่ก็จะเป็นคนดูแลทุกอย่าง และแม่ก็สามารถทำได้แบบไม่มีที่ติ

แม่ไม่ชอบขอความช่วยเหลือใครถ้ายังไม่ได้ลองพยายามดูก่อน มันคือความเข้มแข็งในแบบของแม่ แม่ทำให้เห็นว่า การเป็นผู้หญิงมันยาก แต่การเป็น แม่ยากกว่า เพราะมันไม่ใช่แค่ ตัวเอง หรือแค่ ลูก แต่คือการทำหน้าที่ของทุกส่วนประกอบของคำว่า ครอบครัว เชื่อมความสัมพันธ์บางอย่างแม้ในช่วงที่พ่อไม่อยู่

แม่เป็นทั้งแม่ เป็นพ่อ เป็นเพื่อน เป็นทุกอย่าง เลยไม่แปลกที่จะติดแม่มาก ตอนเด็กๆ นุ่นโตที่สัตหีบ ตอนนั้นพ่อประจำอยู่ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ส่วนแม่ทำงานที่กรุงเทพฯ เชื่อไหม แม่ออกจากบ้านเพื่อไปขึ้นรถเที่ยวตี 4 ทุกวัน ตกเย็นเลิกงานก็มาขึ้นรถเที่ยว 6 โมง กลับบ้าน 2-3 ทุ่ม ทำแบบนี้อยู่หลายปี

จำได้เลย มีเรื่องตลกคือช่วงนั้นนุ่นจะนอนจับมือแม่ตลอดเลย มือเรามันเล็ก ก็กำนิ้วแม่ไว้นิ้วหนึ่ง บอกจะไม่ให้แม่ไปไหน ตื่นมาต้องได้เจอแม่ ด้วยความเด็กน้อยมากอะเนอะ แล้วไม่เคยเป็นแบบนั้น ร้องไห้งอแงทุกวันเพื่อแลกกับการเรียนรู้ว่า ไม่ว่ายังไงแม่ก็จะกลับมา”

 

อีกเรื่องหนึ่งที่นุ่นอยากบอกแม่ ลูก คือผลผลิตที่แม่สร้าง “สมัยเรียน หรือจนถึงนาทีนี้ นุ่นเป็นเด็กกิจกรรมมากๆ เป็นคนไฮเปอร์แอคทีฟค่อนข้างสูง ทำอะไรหลายอย่างและสนุกกับทุกอย่างที่ทำ เด็กๆ ชอบการแสดง มีงานไหนต้องได้ขึ้นเวทีไปร้องไปเต้นกับเขาหมด โตมาหน่อยตอนมัธยม แข่งวิชาการก็ลง แข่งกีฬาก็เอากับเขาด้วย ซ้อมกีฬา ซ้อมเชียร์ กลับดึกทุกวัน แม่ก็จะรับส่งเสมอ ขึ้นรถจะต้องมีเสบียงเตรียมพร้อม

พอตอนนิเทศจุฬาฯ ก็เป็นที่รู้กันว่าคณะนี้อุดมไปด้วยกิจกรรมมากมาย แม่ก็ยังคงทำเหมือนเดิมมันเหมือนเป็นกิจวัตรของความเป็น แม่ ไปเลย จนตอนนี้ทำงาน ไปนู่นไปนี่ เดินทางตลอด ก็ยังรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่มีแม่อยู่ข้างๆ ไม่ใช่แค่เสบียงอาหารให้พร้อมไปต่อ แต่มันคือพลังงานทางใจ จนตอนนี้ยังหาลิมิตความเหนื่อยของแม่ไม่เจอ บางทีเราว่าเราทำงานเหนื่อยแล้ว หันไปก็ยังเจอคนๆ หนึ่งเหนื่อยกว่าเราอยู่ดี ต่อให้บางครั้งแม่ไม่ได้รับส่งตลอดเหมือนเดิม แต่ดึกแค่ไหนแม่ก็ยังไม่นอนจนกว่าจะรู้ว่าลูกเสร็จงานกลับบ้านแล้ว มันทำให้รู้เลยว่า โตแค่ไหน กำลังใจจากแม่มีความหมายเสมอ ต่อให้พังมาแค่ไหน เราก็ยังเป็นคนเก่งของแม่เสมอ ทำให้อยากลุกขึ้นแล้วไปต่อเลยจริงๆ นะ

เครดิตงานทั้งหมดต้องยกให้แม่เลยค่ะ เข้าใจมนุษย์แม่ทุกคนที่มีลูกเป็นเด็กกิจกรรมเลย ต้องใช้ทั้งความทุ่มเท ความเสียสละ ความเข้าใจ กำลังใจ และอะไรอีกหลายอย่างเพื่อผลักดันให้เด็กคนกหนึ่งได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ เติมเต็มความฝันของตัวเองด้วยตัวเองอย่างเต็มความสามารถ

นี่ก็อาจจะเป็นสิ่งที่นุ่นเหมือนแม่ที่สุดก็ได้นะคะ นอกจากยิ้มเหมือนแม่ (แต่หน้าตาคือ สำเนาพ่อถูกต้องที่สุดเลยค่ะ 55555) ไลฟ์สไตล์หลายๆ อย่างเหมือนแม่ เพราะแม่เลี้ยงแบบเต็มๆ ถอดแบบแม่มาเลย อยู่ด้วยกันตัวติดกันตลอด ตั้งแต่เด็กๆ แต่ละวันคือแอคติวิตี้เยอะ สนุกกับทุกอย่างรอบตัว มีแม่เป็นแรงสนับสนุนหลัก เพราะแม่ก็ชอบทำนู่นทำนี่ตลอดเหมือนกัน เราเลยรู้สึกว่ามีพลังอะเลิร์ทตลอด แม่ยิ้มได้กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเจอกับเรื่องราวหนักหนาแค่ไหน รู้ว่าแม่ผ่านอะไรมาเยอะและสิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่ง่ายเลย แต่แม่ก็ยังยิ้มให้กับทุกอย่าง มันเป็นอะไรที่ส่งผ่านมาที่ลูกได้อย่างไม่น่าเชื่อ ต้องขอบคุณแม่ที่ส่งต่อความสดใสนี้มาให้ค่ะ วันนี้งานของนุ่นคือการได้ส่งต่อพลังงานดีๆ แบบนี้ให้คนอื่น ไม่ว่าจะงานอีเว้นต์ ทำพิธีกร จัดวิทยุ หรือการสอนภาษาอังกฤษ ทำคลิปลงแฟนเพจ นุ่นว่าส่วนหนึ่งในพลังงานดีๆ เหล่านั้นมันก็ได้มาจากแม่นี่แหละค่ะ

แม่เป็นเหมือนเพื่อน เพื่อนที่ยิ่งกว่าเพื่อนอีกค่ะ เป็น Someone who sees me through. คือเห็นแล้วรู้เราไปหมดทุกซอกหลืบของความรู้สึกจริงๆ บ้านนี้คือใกล้กันมากค่ะ ไม่เคยมีคำว่าเหงาอยู่ในนั้น แม่เป็นเพื่อนสนิทที่ฟังเราได้ทุกเรื่อง ฟังออกหมดแม้เป็นสิ่งที่เราไม่ได้พูด แม่ก็รู้ว่าเรากำลังบอกว่าอะไร ตะโกนดังๆ อยู่ในใจ ใครไม่ได้ยินแต่แม่ได้ยินชัดเจนเสมอ ตีแตกทุกความรู้สึก จนตอนนี้ ต่อให้โตแค่ไหน งานเยอะทำงานหนักแค่ไหน ก็ยังติดแม่นะคะ ไม่อายด้วย วันๆ หนึ่งโทรหาบ่อยมาก โทรสั้นๆ ไลน์สั้นๆ บางทีไลน์ประโยคเดิมๆ ตื่นยัง แม่ทำไรคะ กินไรยัง เหนื่อยรึเปล่า นอนยัง แม่เองก็คงเหมือนกัน มาพร้อมกับเมนูเดิมๆ ที่แม่ทำ บางทีชีวิตมันอาจจะไม่ต้องการเซอร์ไพรส์หรือสิ่งแปลกใหม่ มันอาจจะแค่ต้องการความสม่ำเสมอของดีเทลเล็กๆ แบบนี้มากกว่า เพราะอะไรเดิมๆ ไม่หวือหวา แต่ว่าอุ่นใจทุกครั้งที่ได้รับ(และได้ทำ) นุ่นว่าแค่นี้มันพอแล้ว และก็จะทำซ้ำๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แม่อย่าเบื่อ เพราะมันเป็นดีเทลเล็กๆ ที่ขาดไปโลกทั้งใบของนุ่นคงไม่สมบูรณ์ ความพิเศษมันมาจากอะไรที่ธรรมดาแบบนี้นี่แหละค่ะ แค่ตื่นมาก็รู้แล้วว่าวันนี้จะเป็นวันพิเศษอีกวันแน่นอน :)”