สุขภาพ

แสบร้อนกลางอก อย่านิ่งนอนใจ

  • 2 กุมภาพันธ์ 2562, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 393
Share on Google+
LINE it!
- +

อันตรายจากอาการแสบร้อนกลางอก หลังอาหารมื้อหนัก คือ สัญญาณอันตรายของโรคกรดไหลย้อน

เรื่อง : พุสดี

หลายคนละเลยอาการแสบร้อนบริเวณกลางอก หรือลิ้นปี มีอาการเรอเปรี้ยวหลังกินอาหารมื้อใหญ่ ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นอาการบ่งชี้ของโรคกรดไหลย้อน ซึ่งอาการทั่วไปของโรคไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายมากนัก เพียงก่อให้เกิดความรำคาญ ไม่สบายตัวบางชั่วขณะ แต่หากปล่อยทิ้งไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายไม่รู้ตัว

นพ.สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า โรคกรดไหลย้อน หรือ GERD เป็นภาวะที่น้ำย่อยซึ่งมีความเป็นกรด ไหลกลับขึ้นไปยังหลอดอาหาร ทำให้มีอาการแสบแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ ลามมาที่บริเวณหน้าอกหรือคอ มีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ที่เรียกว่าอาการเรอเปรี้ยว อาการเหล่านี้เป็นสาเหตุให้หลอดอาหารอักเสบ เป็นแผลรุนแรง หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหาร และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหาร

“ผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการทางระบบ หู คอ จมูก ไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง หรือ อาการทางระบบหายใจเช่น หอบหืด หรืออาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ ดังนั้น จึงหมั่นสังเกตตัวเองและปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมต่อไป”

สำหรับการวินิจฉัยและรักษาโรคกรดไหลย้อนนั้น นอกจากการซักประวัติคนไข้แล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้อย่างแม่นยำ เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร การกลืนแป้ง การตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร และการตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลแม่นยำที่สุดในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม นพ.สุขประเสริฐ แนะนำวิธีปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากโรคกรดไหลย้อนว่า โดยทั่วไปโรคมักถูกกระตุ้นด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ดี ดังนั้นเราสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงอาการข้างต้น และผลร้ายแรงต่าง ๆ ที่จะตามมาได้โดยหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ตลอดจนหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ อาหารที่มีรสจัด เช่น เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด รวมถึงอาหารไขมันสูง และระวังไม่ให้น้ำหนักตัวมากหรืออ้วนเกินไป นอกจากนี้ยังควรกินมื้อเย็นแต่เพียงพอดี ไม่กินในปริมาณมากเกินไป และไม่ควรนอนทันทีหลังกินอาหาร ควรมีเวลาย่อยก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ไม่สวมเสื้อผ้ารัดรูปมากเกินไป และ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

“หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้ยาประเภทลดกรดในกลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPI) โดยระยะเวลาในการให้ยาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและดุลยพินิจของแพทย์ หากไม่สามารรักษาโดยการทานยาแพทย์อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการส่องกล้องผ่าตัด”