กินเที่ยว

รับลมหนาว เที่ยวพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ “บึงกาฬ”

  • 11 ธันวาคม 2561, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 501
Share on Google+
LINE it!
- +

พิพิธภัณฑ์ใหม่แกะกล่อง มีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมเรื่อยๆ พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จ.บึงกาฬ ที่นี่มีของดีซ่อนไว้เพียบ

เรื่อง : ปอย

ชุมชนเงียบสงบ หมู่บ้านเล็กๆ เพียง 50 หลังคาเรือน ชื่อหมู่บ้านขี้เหล็กใหญ่ ต.หนองพันทา อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ ธรรมชาติโอบล้อม ชาวบ้านที่นี่ซึมซับในวิถีแห่งพุทธ พระออกบิณฑบาตทุกเช้า ใครชอบเที่ยวเน้นคอนเซ็ปท์การออกค้นหาความสุขทางใจในรูปแบบ ธรรมะคือธรรมชาติ ต้องมาเที่ยวจังหวัดนี้

แต่ละตำบลมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และวัดป่ามากมายเช่น วัดป่าดานวิเวก หลวงปู่ทุย สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และจุดหมายใหม่แกะกล่อง “พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต” ถึงบึงกาฬแล้วแวะมาชม

เที่ยวชมวิถีชีวิตคนอีสาน

 

“พิพิธภัณฑ์ของชุมชนมีชีวิต” เป็นเรือนไม้อีสานเก่าแก่อายุกว่า 60 ปี ที่นับวันจะหายไป เนื่องจากกาลเวลา แต่ด้วยการเล็งเห็นคุณค่า มีการผสมผสานบ้านเก่าดูร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่ออนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติลูกหลานอีสาน สร้างสรรค์การท่องเที่ยวได้ถูกใจวัยรุ่นในยุคโชเซียลมีเดีย ที่สนุกกับการถ่ายรูป และเป็นผู้เชื่อมนำพาพ่อแม่ปู่ย่าตายายมาเยี่ยมชม

ลักษณะโดยทั่วไปของบ้านอีสานก็จะมีระเบียงกว้าง ไว้สำหรับทำกิจกรรมส่วนรวม และเมื่อเปิดประตูเข้าไปข้างในบ้าน จะมีห้องโถงกลางใหญ่ และห้องปีกซ้ายและปีกขวา

การปรับปรุงโดยนำดีไซน์อิงธรรมชาติเข้ามาใช้ โดยแต่ละห้องประดับประดาด้วยภาพขาวดำ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตามมุมต่างๆ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อประชาชนชาวอีสาน ตามมุมห้องจะตกแต่งด้วยผ้าซิ่นไหมของบรรพบุรุษ ที่คนอีสานสมัยก่อนมักจะนุ่งผ้าซิ่นไหม นุ่งโสร่ง สวมใส่เสื้อสีขาวเข้าวัดกัน ก็ได้จัดแสดงไว้ในห้องให้คนได้ชม

 

อีกฝั่งของบ้านที่เชื่อมติดกันก็จะมีครัวอีสานแบบสมัยก่อน ที่ปัจจุบันมักจะหลงเหลืออยู่น้อย แต่ที่นี่ครัวยังสมบูรณ์แบบทุกประการ มีข้าวของจัดแสดงให้ดูมากมายหลายชิ้น

อีกฟากด้านหลังของห้องครัว ปรับเป็นมุมรับแขกโทนสีขาวเขียวและน้ำตาล ฉากแผ่นไม้สีน้ำตาลที่ผ่านการใช้งานมานาน ตัดกับสีเขียวของข้าวของที่ตกแต่งสมัยใหม่

ตลาดชุมชนพอเพียง

ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ในสวนยางพารา ที่มีโคมไฟสุ่มไก่มากมาย ในละแวกชาวบ้านทำการเกษตร ปลูกผัก เลี้ยงเป็ดไก่ และทำอาหาร รวมทั้งขนมเป็นวิถีดั้งเดิมอยู่แล้ว ซึ่งการเปิดพื้นที่เป็นตลาดชุมชนพอเพียง เพื่อให้ชาวบ้านนำอาหาร และพืชผลทางการเกษตรมาจำหน่ายให้กับท่องเที่ยว ในทุกๆ วันเสาร์  ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม และเป็นการได้ออกมาพบปะกัน ทำให้สนุกสนานทั้งนักท่องเที่ยว รวมทั้งชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ด้วย

จุดเด่นเป็นพิเศษของตลาด คือ ภาพวาดศิลปะบนกำแพงสังกะสีผืนยาวที่นำเรื่องราวของวิถีคนในชุมชนอีสาน วาดภาพประกอบโดยศิษย์เก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มีภาพของเด็กๆ ในหลายๆ อิริยาบถ เช่น ปิ้งข้าวจี่ กระโดดน้ำให้คลอง เลี้ยงไก่ชน จับปลา เลี้ยงควาย ยิงหนังสติ๊ก

 

นักท่องเที่ยวมาจ่ายตลาดก็สนุกกับการถ่ายรูป ในบริเวณตลาดมีกิจกรรมกลางแจ้งของชุมชนมาร่วมกันบ่อยๆ  อย่างเช่น งานสงกรานต์ที่ผ่านมา ชาวบ้านฟ้อนรำวงปีใหม่รอบสวนยางพาราด้วยกัน รดน้ำดำหัวแบบวิถีดั้งเดิม รวมทั้งประเพณีของชุมชนตักบาตรข้าวเหนียวทุกเช้า ชาวบ้านพอตักบาตรข้าวเหนียวเสร็จ ก็นำอาหารปรุงสุกเดินไปถวายที่วัดซึ่งอยู่ในละแวก เป็นวิถีเรียบง่ายที่เคยปฏิบัติมา

ลานศิลปะ

ในส่วนที่ต่อเนื่องกับตลาดชุมชนพอเพียง เป็นพื้นที่ต่อเนื่องยาวติดริมทุ่งนาทางโค้งพอดี ซึ่งในส่วนนี้เน้นอัตลักษณ์สร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาชุมชนยั่งยืน โดยปรับเป็นลานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย นำจักรยานเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วมาทาสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำจ.บึงกาฬ และสีเขียว ซึ่งเป็นสีประจำพิพิธภัณฑ์และประดับธงแขวนบนไม้ไผ่แบบในวัดอีสาน โดยดัดแปลงใช้ผ้าข้าวม้า และปลูกไม้ดอกให้คนมาเที่ยวชม

 

โดยร่วมมือกับ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ช่วยสร้างพื้นที่ศิลปะโดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) จัดทำโครงการประติมากรรมเพื่อสังคม “จากมิลานสู่บึงกาฬ” โดยนักศึกษาและคณาจารย์ในหลักสูตร ประติมากรรมเพื่อสังคม

ทุกๆ เย็นจะเห็นพระอาทิตย์ตกดินสวยงามมาก เด็กๆ ชอบมาปั่นจักรยานกัน และในยามเช้าก็จะมีพระออกเดินบิณฑบาตผ่านมาบริเวณลานศิลปะนี้