ธรรมะ-จิตใจ

เพื่อนที่ทรงคุณค่า

  • 29 มกราคม 2562, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 401
Share on Google+
LINE it!
- +

ถ้าจะพูดว่า อันตรายของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นั้น มิได้อยู่ที่ตัวเชื้อโรคเสมอไป คุณจะเชื่อมั้ย

เรื่อง : ภาดนุ ภาพ : Pixabay

คุณทราบมั้ยว่าแบคทีเรียบางชนิดไม่ได้สร้างสารพิษทำร้ายร่างกาย อีกทั้งไม่ได้ขัดขวางการทำงานของอวัยวะใดๆ แต่ใครที่ติดเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ ก็อาจมีสิทธิ์ตายได้

อ้าว! ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้มิใช่ตัวการ แล้วอะไรคือสาเหตุของความตาย ตัวการที่แท้จริงก็คือ ปฏิกิริยาตอบโต้ของภูมิต้านทานในตัวเรานั่นเอง

เมื่อใดที่ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อแบคทีเรียอย่างเกินพิกัด สิ่งที่ตามมาก็คือ การอักเสบอย่างรุนแรงและแผ่กว้าง จากนั้นก็จะมีเลือดคั่งและอุดตันตามเส้นเลือดเล็กๆ ทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ถูกทำลาย และความดันเลือดลดลง

ถ้าเป็นมาก อวัยวะสำคัญก็จะหยุดทำงาน เป็นสาเหตุให้เกิดอาการช็อกและตายได้ ความทุกข์ทรมานอันเนื่อง มาจากโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิดเกิดขึ้นในลักษณะนี้ สรุปก็คือ เชื้อโรคไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรง แต่ปฏิกิริยาตอบโต้ของเราต่างหากที่สร้างความเดือดร้อนให้เรา

อย่างไรก็ตาม ระบบภูมิต้านทานของเราถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนี้ การจะไปควบคุมปฏิกิริยาไม่ให้เกินขีดจำกัดไม่ใช่เรื่องง่าย กระทั่งทุกวันนี้ ยาที่ส่อแววว่าจะระงับหรือบรรเทาปฏิกิริยาดังกล่าวอย่างชะงัด ก็ยังไม่ออกมาจากห้องทดลองเลยละ

เราทุกคนจึงมีสิทธิ์ที่จะเจ็บป่วยเพราะโรคกันต่อไป แต่เรื่องยังไม่ยุติเพียงเท่านี้ อย่าลืมว่าคนเราไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยระบบภูมิต้านทานหรือในระดับเซลล์ เรายังมีปฏิกิริยาตอบโต้ในระดับอื่นๆ ที่สำคัญก็คือ การมีปฏิกิริยาตอบโต้ในทางจิตใจ

ลำพังโรคภัยไข้เจ็บก็ทำให้เราทุกข์กายพอแรงแล้ว บ่อยครั้งความทุกข์กลับทับทวีขึ้น เพราะใจของเรามีปฏิกิริยาตอบโต้ในทางลบต่อโรคดังกล่าว เช่น กังวล วิตก หวาดกลัว ใครถึงขั้นเลยเถิดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ก็เตรียมใจได้เลยว่า อาการป่วยจะหนักขึ้นและทนได้ยากขึ้นทุกที

 

กล่าวได้ว่า โรคภัยไข้เจ็บทุกชนิดในโลกนี้ ไม่น่ากลัวเท่ากับปฏิกิริยาทางลบของตัวเราที่มีต่อโรคเหล่านั้น ถ้าไม่เชื่อก็ลองนึกดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากหมอบอกผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบว่า เขาเป็นมะเร็งขั้นร้ายแรงและจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน หากผู้ป่วยคนนั้นเชื่อเช่นนั้นจริงๆ และวิตกกังวลไม่เลิกรา ก็มีหวังว่าเขาจะอยู่ได้ไม่นานตามที่หมอว่า

คำถามก็คือ ในกรณีเช่นนี้ เขาตายเพราะโรคกระเพาะ หรือตายเพราะความหลงผิดและวิตกกังวลต่อโรคดังกล่าวกันแน่

แม้แต่โรคมะเร็งหรือโรคเอดส์ก็เช่นกัน มันไม่น่ากลัวเท่ากับความหวาดวิตกต่อโรคเหล่านั้น รวมไปถึงความรู้สึกสิ้นหวัง โดดเดี่ยว และเคียดแค้น ผู้ป่วยมะเร็งหรือเอดส์หลายคนไม่ได้ตายเพราะโรคดังกล่าว แต่ตายเพราะความทุกข์ใจจากโรคดังกล่าว

ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่า ถ้าทำใจสบายๆ หรือยอมรับมันแล้ว เราจะไม่ตายเพราะโรคเหล่านี้ ใครที่เป็นเข้า ก็มีสิทธิ์ตายได้ทั้งนั้น ถึงจะเป็นพระอรหันต์ก็ตาม

แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย ไม่ทำให้เราทุกข์ทรมานได้มากเท่ากับความ รู้สึกนึกคิดของเราเอง ยิ่งใจเราคิดผลักไสมันเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น ต่อเมื่อเรายอมรับมันและพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่จะครุ่นคิดผลักไส ก็ลองเรียนรู้และหาประโยชน์จากมัน ถือว่าเป็นครู หรือสัญญาณเตือนภัยให้ตระหนักถึงความผิดพลาดในการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาของเรา

ด้วยท่าทีเช่นนี้ แม้แต่โรคภัย ถึงตายก็กลับจะทำให้ชีวิตเรามีความหมายมากขึ้น แทนที่มันจะเป็นศัตรูที่น่าชิงชัง ก็กลับกลายมาเป็นเพื่อนที่ทรงคุณค่า

แต่เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ใช่ว่าเราจะปฏิเสธกับการรักษา เพราะการรักษาโรคนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ปัญหาก็คือจะรักษาอย่างไร บางครั้งวิธีการรักษากลับก่อความทุกข์แก่ผู้ป่วยยิ่งกว่าตัวโรคภัยไข้เจ็บด้วยซ้ำ

ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนจึงแทนที่จะรักษาด้วยการผ่าตัด ฉายแสง หรือฉีดสารเคมีเพื่อทำลายเนื้อร้ายให้สิ้นซาก เขากลับยอมให้เซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกายต่อไป เพียงแต่สร้างเงื่อนไขให้มันอยู่เป็นที่เป็นทางเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ ยอมรับมันให้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและชีวิตเท่านี้ก็สบายใจขึ้นแล้ว

ไม่ว่าเราจะมีปฏิกิริยาต่อโรคด้วยความรู้สึก หรือด้วยการรักษาก็ตาม อย่าลืมว่าปฏิกิริยาดังกล่าวมีผลต่อทุกข์สุขของเรา ยิ่งกว่าโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายในโลกนี้เลยทีเดียว