ธรรมะ-จิตใจ

ความสุขคนไทย

  • 12 มกราคม 2562, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 294
Share on Google+
LINE it!
- +

ดำเนินชีวิต ยุคดิสรัปชั่น ในแบบพุทธ

เรื่อง : ผศ.ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์, วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : อีพีเอ

โลกยุคดิจิทัลเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เราจะดำเนินชีวิตอย่างไรในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และยุคสมัยแห่งดิสรัปชั่น (Disruption) ยุคสมัยแห่งการปฏิรูปที่กำลังถาโถม ในทุกรูปแบบ ทุกวิถี ทุกความเป็นไป

พระราชปริยัติกวี ศ.ดร. (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ให้โอวาทชาวไทยว่า เรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้ เราไปกำหนดกะเกณฑ์ไม่ได้ เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ ควรพิจารณาคือตัวเราเอง จิตใจของเราเอง ทั้งนี้ ให้หลักคิดในสองแนวทาง 1.หลักพระพุทธศาสนา 2.หลักวิชาชีวิต

 

สำหรับหลักวิชาการทางพระพุทธศาสนา ยึดหลักปรมัตถธรรม ต้องเข้าใจหลักขันธ์ 5 กฎของธรรมชาติ กฎไตรลักษณ์ ต้องเข้าใจความจริงของชีวิต ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทุกอย่างในโลกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป มีความเข้าใจต่อกระบวนการปฏิจจสมุปบาท การเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์

ขณะที่หลักวิชาชีวิต ไม่ว่าจะเป็นยุคดิสรัปชั่นหรือยุคใดที่ผ่านมา ล้วนเป็นเรื่องของโลก ในฐานะผู้บริโภค ถ้าเรานิ่งให้เป็น ก็ไม่มีปัญหา แต่เพราะจิตเราไม่นิ่ง จึงวิ่งตามกระแสโลก แล้วเราก็ไล่ไม่ทัน ทั้งดิสรัปชั่นและดิสรัปทีฟ (Disruptive) กระหน่ำมา ที่เป็นของเดิมก็กลายเป็นของใหม่ ที่กระจัดกระจายก็กลายเป็นยุ่งเหยิง จึงต้องเข้าใจ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นวัฏจักร มีเจริญมีเสื่อม จะเปลี่ยนไปอย่างไร อีกไม่นานก็วนกลับมาอีก

“จะอยู่ในยุคดิสรัปชั่น โซไซตี้ (Disruption Society) หรือจะอยู่ในยุคใดก็ตาม ถ้าเรากำหนดตัวเองให้เป็นเพียงผู้สังเกต เป็นเพียงผู้เฝ้าดูปรากฏการณ์ นั่นจะทำให้อยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเราเป็นผู้เล่น เราก็เป็นผู้เดือดร้อน เป็นผู้ดิ้นรน เป็นผู้ถูกพลัดไปในกระแสโลก”

อธิการบดี มจร กล่าวถึงหลักธรรมโลกยุคดิจิทัล ที่ชาวพุทธสามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดสุข อันดับแรกคือการปรับท่าทีต่อปัญหา ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขอให้มองเป็นธรรมดาโลก ต้องฝึกให้มีความคิดเชิงบวก มองโลกในแง่ดี ทุกข์มากทุกข์น้อย เป็นแค่ความรู้สึก พยายามทำจิตให้สบาย หาวิธีแก้ปัญหา ทำความเห็นให้ตรง จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น

อันดับสอง ขอให้ทำคุณงามความดี รักษาศีลให้ได้ทุกขณะจิต คฤหัสถ์ต้องมีกุศลเจตนาเป็นที่ตั้ง ปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้เป็นกุศลเจตนาอย่างต่อเนื่อง อันดับสาม ทำทุกอย่างให้เป็นบุญ เช่น การทำงานก็ถือเป็นบุญ เพราะทำงานให้ดีตามหน้าที่ สอนหนังสือก็เป็นธรรมเทศนามัย ทำทุกอย่างให้เป็นบุญ มองทุกอย่างให้เป็นบุญ จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น

หลักธรรมประการสุดท้าย ได้แก่ การผูกมิตรไมตรีกับกับทุกคน มีงานวิจัยว่าคนที่มีความสุขคือ คนที่มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น การผูกมิตรขอให้มีเมตตาเป็นที่ตั้ง มีเมตตาเป็นธง ฝึกให้มีความเมตตาทั้งต่อคนที่ไม่ชอบและคนที่ชอบ ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติสำหรับชาวพุทธในทุกยุคสมัย