ธรรมะ-จิตใจ

ทำอย่างไรไม่ให้ตกยุค

  • 6 ธันวาคม 2561, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 1,105
Share on Google+
LINE it!
- +

เมื่อทักษะในโลกเก่า ไม่เก๋าพออีกต่อไป

เรื่อง : กันย์ ภาพ : pixabay

ผลการสำรวจของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง McKinsey และ PWC ทั้งสองบริษัทออกมาคาดการณ์ว่าในทศวรรษหน้านี้ จะมีตำแหน่งงานกว่า 30-50 เปอร์เซ็นต์ ที่จะโดนแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ และ AI ในขณะที่อ้างว่า ภายในปี 2030 หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์มากถึง 800 ล้านตำแหน่งทั่วโลก โดยเฉพาะสายงานด้านการผลิต-ประกอบเครื่องจักรต่างๆ ในโรงงาน เนื่องจากสามารถให้ผลผลิตในจำนวนที่มากกว่า เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับคน

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer บริษัท SEAC ศูนย์พัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารระดับสูง บอกว่าแนวโน้มเรื่องความกังวลว่าหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จะแย่ง งานมนุษย์ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่ใครๆ ต่างพากันพูดถึงในช่วงเวลานี้ แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีการโต้ตอบจากนักวิชาการบางกลุ่มเรื่องหุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ โดยได้ยกสถิติของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในยุคที่นำเครื่องจักรมาทดแทนแรงงานคนในปี ค.ศ. 1900 ว่า 40% ของแรงงานในประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในภาคเกษตรกรรม แม้ทุกวันนี้เหลือคนในภาคเกษตรกรรมเพียง 2% แต่ประเด็นสำคัญคือแรงงานหรือบุคลากรในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ตกงาน แต่ได้ทำงานที่มีคุณค่าสูงขึ้นด้านควบคุมเครื่องจักร รวมถึงมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้นตามความก้าวหน้าของโลกอุตสาหกรรมครั้งนั้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาล่าสุดว่า “การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีได้สร้างตำแหน่งงานใหม่ๆที่มากกว่าตำแหน่งงานที่ถูกทำลายหายไป เมื่อเทียบจากจำนวนตำแหน่งงานในช่วง 144 ปีที่ผ่านมา”

ดังนั้นในโลกดิจิตัลที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ได้จะมีแต่ด้านลบเท่านั้น สถานการณ์และเงื่อนไขของโลกที่เปลี่ยนไปนี้บอกให้เรารู้ว่าหากคนทำงานในยุคนี้ต้องการอยู่รอดท่ามกลางการรุกคืบเข้ามาของเครื่องจักรกลสมัยใหม่ หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI การปรับตัวและเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 นับเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนต้องตระหนักและต้องเสริมสร้างเพื่อเติมเต็มความสามารถ ศักยภาพ ในสายงานของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนั้นเมื่อ AI สามารถทำงานได้เร็วกว่าสมองคน จึงจำเป็นที่คนทำงานทุกคนต้องเร่งปรับตัวและเรียนรู้อย่างรวดเร็วกับเทคโนโลยี

นั่นแปลว่า ในโลกปัจจุบันและโลกอนาคต ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการพัฒนาทักษะ ถือเป็นความรับผิดชอบของตัวแต่ละคนเพื่อจะได้มีความก้าวหน้าในทักษะใหม่ และไม่ล้าสมัย สามารถทำงานกับเทคโนโลยีใหม่ หรืออาจกล่าวได้ว่า “ใครอยากไปต่อ ก็ต้องพัฒนาคนเอง” ดังนั้นจึงเป็นความสำคัญที่เราต้องลงทุนเวลา ลงแรง และมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียนรู้เพื่อความก้าวหน้าในการทำงาน โดยปัจจุบันแหล่งการเรียนรู้มีอยู่ทุกที่ ทั้งแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ที่สามารถค้นหาและเข้าถึงแบบมีค่าใช้จ่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย มีให้เลือกหลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีในรูปแบบเนื้อหาให้อ่าน ฟังแบบ Podcast หรือการเรียนแบบสามารถโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ได้

เราจำเป็นต้องนิยามวัตถุประสงค์ในการเรียนและวิธีในการศึกษาเนื้อหาหรือทฤษฎีในเรื่องที่ต้องเรียนรู้เสียใหม่ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้นั้นก็ต้องสามารถแชร์องค์ความรู้

เทคนิค ต่างๆ ได้โดยไร้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา อีกประเด็นคือ รูปแบบ วิธีการเรียนรู้ของคนเราก็ต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ไม่ใช่ว่าเรายังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่ได้รับการคิดค้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พัฒนาคนเพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์สถานการณ์โลกในขณะนั้น สุดท้าย เป้าประสงค์ของการเรียนรู้ต้องเป็นการปลูกฝังและติดตั้งระบบความคิดของการ เรียนรู้ตลอดชีวิต ให้ทุกคนเพื่อให้รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราอยู่ได้ในสังคมโลกในอนาคต