ธรรมะ-จิตใจ

ดรุณรุ่ง

  • 3 ธันวาคม 2561, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 89
Share on Google+
LINE it!
- +

ปัญหาที่ทุกคนแก้ไขกันเองได้ก็คือ เรื่องของจิตใจตนเอง

เรื่อง : ผศ.ดร.วีรณัฐ โรจนประภา ภาพ : pixabay

ช่วงนี้ไม่ว่าจะไปไหนต่อไหนก็ได้ยินแต่คนบ่นเรื่องภาวะเศรษฐกิจว่าตกสะเก็ดเสียเหลือเกิน การค้า การขายฝืดเคืองน่าวังเวงกันมาก ซึ่งก็คงเป็นปัญหาให้ผู้บริหารประเทศดำเนินการแก้ไขกันไป แต่ปัญหาที่ทุกคนแก้ไขกันเองได้ก็คือเรื่องของจิตใจตนเอง เพราะหากจิตใจดีแล้วต่อให้เศรษฐกิจแย่อย่างไรก็ยังพอจะหาความสุขได้อยู่ กลับกันหากจิตใจไม่ดีแม้เศรษฐกิจจะดี เงินจะสะพัดแค่ไหน แต่ความคิดของตนก็จะย้อนมาทำลายความสุขในใจตนได้อยู่ตลอดเวลา

แล้วจะทำอย่างไรให้จิตใจดี ? คำถามนี้ตอบโดยหลักการนั้นไม่ยาก ก็เพียงอย่าหลงระเริงไปกับสิ่งยั่วยวนในทางวัตถุมากเกินไป เท่านี้ก็ช่วยให้ใจปลอดโปร่งได้มากแล้ว  แต่หากจะตอบให้เจาะจงลงไปถึงวิธีการว่าแล้วข้อปฏิบัติไหนล่ะที่จะสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างความสุข ความเจริญทั้งกายและใจนี้ได้  สำหรับชาวพุทธก็อยากจะแนะนำธรรมหมวดที่เรียกว่า “ดรุณธรรม” ให้ได้นำไปใช้กันครับ

แต่เห็นชื่อ “ดรุณ” นี้แล้วอย่าได้รีบอัตโนมัติคิดไปว่าเป็นธรรมที่เหมาะสำรับเด็กหรือวัยรุ่นใช้กันนะครับ ดรุณธรรมนี้เป็นธรรมสำหรับทุกคนที่จะ “เริ่ม” ใช้เพื่อนำไปสู่ชีวิตที่เจริญ คือเริ่มจากการปฏิบัติธรรมในระดับ “ดรุณ” ไปสู่ความเติบใหญ่แห่งความรุ่งเรืองเปรียบดั่งการเปิดประตูไปสู่ความเจริญนั่นเอง

โดยดรุณธรรมนั้นมี 6 ข้อได้แก่

1. อาโรคยะ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หากแปลมาสู่วิถีชีวิตในปัจจุบันก็คือการหมั่นดูแลสุขภาพ กินอาหารที่เหมาะสมกับวัยและความต้องการ หมั่นออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรค ที่เมื่อร่างกายมีฐานดีที่มั่นคงแล้วก็พร้อมที่จะนำกายนี้ไปสร้างความเจริญอื่น ๆ ให้กับตนเองและสังคม แต่หากกายนี้อมแต่โรค เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แม้จะมีความรู้ ความสามารถดีแค่ไหนก็ลำบากในการสร้างความรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นได้

2. ศีล การไม่เบียดเบียน หลังจากร่างกายดีแล้ว สิ่งที่ต้องเริ่มในการปฏิบัติต่อมาคือการไม่นำร่างกายนี้ไปเบียดเบียนคนอื่น หรือการมีศีลสังคมนั่นเอง ขั้นนี้เท่ากับการสร้างเกราะคุ้มภัยให้กับตัวเรา เพราะเมื่อเราไม่ไปทำร้ายใคร ไม่ไปขโมย ลักของใคร ไม่ไปผิดจารีต ลูกเมียใคร ไม่หลอกลวง ฉ้อฉลใคร ไม่ทำลายสติที่จะเป็นประตูไปสู่การทำผิดอื่น ๆ ก็เท่ากับเราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดโปร่ง ไร้กังวล พร้อมจะเดินหน้าต่อ

3. พุทธานุมัต การมีแบบอย่างที่ดีงาม และเมื่อกายพร้อม ปลอดภัยดีแล้ว การเดินทางจึงควรเริ่มจากการมีแบบอย่างที่ดี หรือจะบอกว่ามีแรงบันดาลใจที่ดีก็ได้ จึงควรระลึกถึงมหาบุรุษที่ศรัทธาที่สามารถสร้างความมุ่งมั่น สร้างเป้าหมายให้ชีวิตมีทิศทางเดิน ไม่เขวออกนอกลู่ นอกทางได้

4. สุตะ เล่าเรียนค้นคว้าให้รู้เชี่ยวชาญ ใฝ่สดับเหตุการณ์ให้รู้เท่าทัน เมื่อมีเป้าหมายที่ดีแล้ว จากนั้นก็ต้องหมั่นศึกษาเล่าเรียน ขวนขวายในการหาความรู้เพื่อนำไปใช้ในการเดินทางไปสู่เป้าหมายนั้น เพราะลำพังความตั้งใจดีอย่างเดียวย่อมไม่อาจก่อให้เกิดผลเป็นความเจริญได้ จึงต้องมีการลงมือกระทำด้วย ซึ่งก่อนจะลงมือก็ต้องมีการศึกษาให้รู้รอบเสียก่อน

5. ธรรมานุวัติ การใช้ชีวิตตามธรรม คราวนี้เมื่อทุกอย่างพร้อมก็คือการเดินทาง ที่ต้องมีธรรมะ ความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นเครื่องประคองไปให้ตลอดรอดฝั่ง โดยเฉพาะในยุคที่ทุนนิยมครองเมืองนั้นเป็นการง่ายที่จะเกิดความไขว้เขวในการกระทำขึ้นจึงต้องมีหลักยึดอันมั่นคงซึ่งก็คือคุณธรรมประจำใจนั่นเอง

6. อลีนตา ความไม่ย่อท้อ มีจิตใจเข้มแข็ง สุดท้ายเมื่อดำเนินชีวิตจริง ย่อมต้องประสบทั้งความสำเร็จ และล้มเหลว ประสบทั้งสุขและทุกข์ ธรรมข้อสุดท้ายนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจยามท้อถอยว่าต้องมีกำลังใจที่กล้าจะฝ่าฟัน ต้องกล้าลุกขึ้นมาสู้ ต้องไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ต้องมีเข้ามาในชีวิตแน่ ๆ

นี่ล่ะครับ 6 ข้อที่ผมนำมาแจกแจงเป็น 6 ขั้นตอนให้ได้เห็นภาพกัน เริ่มจากด้านหยาบสุดคือกายภาพต้องดูแลให้แข็งแรง มาด้านการประกันต้องมีศีลเพื่อประกันชีวิตให้ตนเองได้หมดกังวัลถึงเวรภัย ต่อด้วยหาแรงบันดาลใจเป็นแบบอย่างที่ดี ที่อาจจะใช้พระพุทธเจ้าศาสดาของเราเองเป็นต้นแบบก็ได้ ท่านยอมสละบัลลังก์ ยศฐาบรรดาศักดิ์ ความเป็นเจ้าเมืองออกมาเพื่อโปรดคนที่ไม่รู้จัก จากนั้นก็ต้องขยันศึกษาหาความรู้ ลงมือทำด้วยคุณธรรม และมีกำลังใจยามประสบภาวะถดถอย

หากทำได้ตามนี้รับลองครับว่าชีวิตเราจะประสบความรุ่งเรืองเหมือนปลูกต้นไม้จากหน่ออ่อนไปสู่ต้นใหญ่ที่แข็งแรง จากดรุณสู่ความเติบใหญ่แห่งความเจริญเหมาะกับผู้มีวัยทุกท่านไม่เฉพาะเด็กนะครับ