ธรรมะ-จิตใจ

เมื่อธุรกิจไปได้สวย อย่าลืมช่วยสังคม

  • 16 เมษายน 2561, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 647
Share on Google+
LINE it!
- +

คนเราเมื่อประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว หากมีกำลังทรัพย์ที่สามารถจะคืนกลับไปช่วยเหลือสังคมได้ จะถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง

เรื่อง : ภาดนุ

แบงก์-กฤตภาส กิตติวรนารถ กรรมการบริหาร บริษัท แบงก์คิ้น ซีนอน คอนเซ็ปต์ คาร์ ศูนย์บริการแก้ไขระบบไฟหน้ารถยนต์เฉพาะทางแห่งแรกของประเทศไทยในชื่อแบรนด์แบงก์คิ้น (Bankkin) ถือเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง นอกจากดูแลบริหารธุรกิจของตัวเองแล้ว ผู้บริหารหนุ่มยังไม่ลืมนึกถึงผู้ที่ยังลำ บากในสังคมไทยด้วย ช่วงที่มีเวลาว่างเขาและเพื่อนๆ จะรวมตัวกันเพื่อนำเงินและสิ่งของจำเป็นไปบริจาคให้กับผู้ด้อยโอกาสในสังคมอยู่เสมอ

“ผมเริ่มต้นทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2007 โดยใช้ชื่อว่า ‘แบงก์คิ้น’ ซึ่งได้มาจากนามปากกาตอนที่ผมทำงานนิตยสารแต่งรถยนต์เล่มหนึ่งที่ชื่อว่า The Truck ถ้าให้พูดจริงๆ ธุรกิจนี้มาจากความชอบของผมในวัยเด็กที่ฝันอยากจะมีรถยนต์และอยากแต่งรถให้ดูเท่ดูสวย ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยปี 3 ปี 4 ตอนนั้นผมมีรถเก่าๆ คันหนึ่งที่ซื้อต่อเขามาแล้วจึงนำมาแต่ง บังเอิญผมรู้จักกับเจ้าของอู่แต่งรถพอดี ตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยมีเงินนะ แต่ผมจะใช้ความ สามารถในการถ่ายภาพรถยนต์ถ่ายรูปให้เขา เจ้าของอู่ก็เลยให้ผมผ่อนค่าแต่งรถได้ เมื่อเขาเห็นความสามารถของผม เขาก็แนะนำให้ผมไปทำงานที่นิตยสารแต่งรถอีกที นี่คือที่มาที่ไป

หลังจากนั้นผมก็ไปทำงานที่บริษัท Come Light ในตำแหน่งครีเอทีฟงานอีเวนต์ต่างๆ ตอนนั้นผมเริ่มขยับมาซื้อรถบีเอ็มดับบลิวต่อจากคนอื่นอีกที ในยุคนั้นไฟซีนอนหรือไฟแต่งรถยนต์ยังไม่ค่อยแพร่หลาย แต่จะมีอยู่เฉพาะยี่ห้อแพงๆ อย่าง เมอร์ซิเดสเบนซ์ เอาดี้ และบีเอ็มดับบลิวตัวท็อปเท่านั้น เพราะไฟซีนอนในยุคนั้นแพงมาก มันเป็นหลอดไฟที่ใช้สารซีนอนมาเปล่งแสง จึงทำให้ไฟรถมีความสว่างมากกว่าไฟรถแบบเดิมๆ ผมเลยลองนำไฟซีนอนมาเปลี่ยนรถตัวเองแล้วถ่ายภาพโปรโมทบนเว็บไซต์รถยนต์ จนเริ่มมีลูกค้าติดต่อมาเยอะ ผมก็เริ่มหาช่าง เพราะเรายังขาดช่างติดตั้งระบบไฟรถยนต์ในตอนนั้น”

แบงก์เล่าว่า จากที่มีช่างติดตั้ง ก็พัฒนาไปสู่การมีหน้าร้าน ตอนนั้นร้านตั้งอยู่หน้าหมู่บ้านหรรษา ถนนเพชรเกษม ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นกลุ่มที่ขับรถฟอร์จูนเนอร์ ฮอนด้า มาสด้า ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่รักการแต่งรถด้วยไฟซีนอนทั้งสิ้น

“ต่อมาการแข่งขันเริ่มสูงขึ้น คนเริ่มเปิดร้านติดไฟรถยนต์กันเยอะมาก ผมก็มาคิดว่าจะทำยังไงให้ร้านเราดีกว่าร้านอื่น จึงได้ไอเดียในการติดไฟวงแหวนแบบรถบีเอ็มดับบลิวรุ่นใหม่ๆ มานำเสนอลูกค้า โดยติดบริเวณไฟหน้าของรถทุกยี่ห้อ จนทำให้ร้านแบงก์คิ้นเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาผมได้พัฒนาไปสู่ชุดควบคุมแสงไฟแบบโปรเจ็กเตอร์เพื่อป้องกันแสงไฟแยงตา โดยนำเข้าอุปกรณ์จากญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน

จากนั้นก็ย้ายร้านมาเปิดที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 เมื่อลูกค้าเยอะขึ้น จึงเปิดเป็นศูนย์บริการแบบฟูลเซอร์วิส ตอนนี้ก็เปิดมาได้ 11 ปีแล้ว ล่าสุดมีศูนย์แบงก์คิ้นแห่งใหม่ที่ จ.หนองคายด้วย เนื่องจากมีลูกค้าจากประเทศลาวข้ามมาใช้บริการกันเยอะ ทุกวันนี้ก็พัฒนาการออกแบบติดตั้งไฟหน้าและไฟท้ายรถให้มีความโดดเด่นและแตกต่างอยู่เสมอ ยุคนี้มีไฟเดย์ไลท์หรือเดย์ไทม์ (ไฟที่ใช้ตอนกลางวัน) เข้ามาด้วย ซึ่งเมืองนอกก็ใช้กันเพราะสามารถลดการเกิดอุบัติเหตุได้ ส่วนกลางคืนก็มีการพัฒนาชุดควบคุมแสงในเวลากลางคืน เป็นต้น เรียกว่าเราพัฒนาระบบไฟรถยนต์โดยไม่หยุดยั้ง และปัจจุบันยังติดตั้งระบบเบรก ระบบช่วงล่างถุงลม และอื่นๆ ด้วย”

แบงก์บอกว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนรักรถวัย 25-45 ปี ปัจจุบันนี้ถือว่าธุรกิจไปได้ดีพอสมควร โดยมีเป้าหมายว่าปลายปีนี้เขาจะเปิดศูนย์สาขาให้ได้อีก 10 สาขารอบกรุงเทพฯ และจะไม่หยุดพัฒนาธุรกิจต่อไป นอกจากทำงาน 5-6 วันต่อสัปดาห์แล้ว ถ้ามีเวลาว่างเขามักจะหาเวลาไปทำสิ่งดีๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมไปพร้อมกันด้วย

“ล่าสุดผมได้จัดกิจกรรม แบงก์คิ้น แฟมิลี่ แรลลี่ ขึ้น โดยชักชวนเพื่อนๆ และกลุ่มนักแต่งรถกลุ่มต่างๆ มาร่วมทำกิจกรรมโดยนำเงินและสิ่งของครื่องใช้ที่จำเป็นไปบริจาคที่บ้านเด็กอ่อนรังสิต จ.ปทุมธานี ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ เช่น ผ้าอ้อม นมผง นมจืด ถุงมือยาง ยากันเชื้อรา น้ำดื่ม รวมทั้งเงินบริจาคสำหรับเป็นทุนให้เด็กกำพร้าเหล่านี้ไว้ใช้ในการทำเรื่องจำเป็นต่างๆ เมื่อพวกเขาโตขึ้นด้วย

ที่ผมเน้นช่วยเหลือเด็กอ่อนหรือเด็กกำพร้าก่อน เพราะโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเด็กๆ ทุกคนคืออนาคตของชาติ หากช่วยเหลือพวกเขาได้ เราก็ควรช่วยโดยไม่ต้องรอ ซึ่งเด็ก 300 กว่าคนนี้ส่วนใหญ่ไม่มีพ่อแม่ หรือมีแต่พ่อแม่บางรายไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูก็จะนำเด็กมาฝากไว้ ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่ศูนย์เด็กอ่อนต้องแบกรับจึงมหาศาลมาก ดังนั้นผมจึงอยากให้ทุกคนที่สามารถช่วยเด็กๆ เหล่านี้ได้มาร่วมมือช่วยเหลือเด็กๆ กัน นอกจากได้ความสุขใจแล้ว กิจกรรมนี้ยังทำให้ได้เพื่อนใหม่ๆ ที่มีใจเป็นกุศลเพิ่มขึ้นอีกด้วย”…ติดตามได้ที่ FB : BankkinThailand