ธรรมะ-จิตใจ

ถึงรถจะติด แต่จิตไม่ตก

  • 10 มีนาคม 2561, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 989
Share on Google+
LINE it!
- +

คนกรุงเทพฯ เวลานี้ มิได้ปรารถนาอะไรมากไปกว่า ขอให้ได้นั่งเมื่อขึ้นรถเมล์ หรือขอให้ไปไหนมาไหนได้โดยที่รถไม่ติด

เรื่อง : ภาดนุ ภาพ : รอยเตอร์ส

เพียงเท่านี้ชีวิตก็มีความสุข และสามารถเล่าเรื่องนี้ให้ใครต่อใครฟังได้เป็นวันๆ ซึ่งนับว่าผิดกับคนนิวยอร์กแบบหน้ามือเป็นหลังมือ กล่าวกันว่าผู้คนที่นั่นมักจะคุยแข่งกันว่า ใครเคยถูกปล้นทรัพย์หรือถูกทำร้ายหนักกว่ากัน

มองในแง่นี้ คนกรุงเทพฯ ก็นับว่าสมถะอย่างยิ่ง ที่มิได้เรียกร้องอะไรจากชีวิตมากไปกว่านี้ ทั้งๆ ที่คนเมืองอื่นปรารถนาสิ่งต่างๆ มากมาย โดยถือว่าการได้นั่งรถเมล์หรือการสัญจรบนถนนที่ปลอดรถราเป็นเรื่องพื้นๆ เสียเหลือเกิน

แต่สำหรับคนกรุงเทพฯ แม้มักน้อยถึงเพียงนี้แล้ว ก็ยังไม่ค่อยได้สมปรารถนาสักเท่าไร รถติดคือความจริงของชีวิตที่คนกรุงเทพฯ ปฏิเสธไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นสัจธรรมในระดับที่รองลงมาจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปซะแล้วในวันนี้

เราถูกสอนมาว่า ให้รู้จักทำใจเผชิญกับสิ่งนั้นๆ ด้วยความสงบ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรเลย หากเจ็บป่วยเราก็ต้องรู้จักรักษา หรือให้รู้จักป้องกันก่อนที่โรคภัยไข้เจ็บจะเกิดด้วยซ้ำ โดยต้องรู้ก่อนว่าเหตุปัจจัยของโรคนั้นมาจากอะไร จะได้ป้องกันหรือแก้ไขได้

ความตายก็เช่นกัน คนเราไม่ใช่ว่าจู่ๆ ก็จะตาย หากแต่ต้องมีสาเหตุ พระท่านสอนให้เราพยายามรักษาชีวิต เพื่อทำกิจที่เป็นประโยชน์ให้ได้นานที่สุด แต่เมื่อถึงคราวที่เลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องทำใจพร้อมรับความตายโดยไม่คิดหน่วงเหนี่ยวชีวิต หรืออาลัยทรัพย์สินเงินทอง ตลอดจนญาติมิตรที่จะต้องจากกันชั่วกัลปาวสาน

ความจริงการนั่งรถในกรุงเทพฯ เป็นคนละเรื่องกับความตาย (เว้นเสียแต่ว่ามีความประมาทเป็นเจ้าเรือน หรือ สวมวิญญาณนักซิ่งนั่นแหละ) แต่ในแง่หนึ่งก็สัมพันธ์กันอย่างยิ่ง

นอกจากเหตุการณ์ทั้งสองจะกลายเป็นสัจธรรมที่คนกรุงเทพฯ หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ความเกี่ยวเนื่องอีกอย่างก็คือ ทั้งสองเหตุการณ์ต้องอาศัยศิลปะอย่างเดียวกันในการเอาชนะ

หากทำใจไม่ได้กับปัญหารถติด ก็ยากที่จะทำใจได้เมื่อเผชิญกับความตาย ส่วนใครที่เชื่อว่าตัวเองเตรียมใจไว้แล้วกับความตาย ก็ควรทดสอบด้วยการนั่งรถผ่านสี่แยกอโศกหรือสี่แยก อสมท.ช่วงเย็นวันศุกร์ขณะที่ฝนตกหนัก และกำลังมีนัดตอนหนึ่งทุ่ม

เมื่อเราเจอสภาพการจราจรแน่นขนัด ทำไมเราจึงต้องหงุดหงิดและทุกข์ร้อนเสียเหลือเกิน?

คำตอบก็คือ เพราะมันทำให้เราผิดนัด เสียงานเสียการ และจะต้องไปเจอกับเจ้านายหน้ายักษ์ที่คอยแต่จะหักเงินเดือนเรา ฯลฯ

คำตอบมีมากมาย แต่คำถามข้อต่อมาก็คือ หงุดหงิดแล้วช่วยอะไรได้มั้ย?

ถ้าเราหงุดหงิดมากแล้วจะทำให้รถแล่นไปได้เร็วขึ้นกว่าเวลาที่ไม่หงุดหงิดงั้นหรือ?

ในสภาพเช่นนี้ อย่างเดียวที่เราสมควรทำก็คือ หาหนทางไปให้เร็วขึ้น เช่น เปลี่ยนเส้นทาง หรือทิ้งรถแล้วซ้อนวินมอเตอร์ไซค์ หรือไม่ก็ลงเดินไปเลย

แต่ถ้าเงื่อนไขไม่เปิดโอกาสให้ทำได้ สิ่งที่ควรทำก็คือ ทำใจให้สงบและเป็นสุข เพราะหงุดหงิดมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นทุกข์แก่ตัวเอง ไม่ใช่แค่ทุกข์ใจเท่านั้น หากยังทุกข์กายด้วยโรคกระเพาะ โรคหัวใจ โรคความดัน ซึ่งเป็นกันมากก็เพราะความเครียดความหงุดหงิดอย่างไร้ประโยชน์นี่แหละ

แต่การอยู่เฉยๆ บนรถโดยไม่ให้เครียดหรือหงุดหงิด เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะใจนั้นคอยแต่จะคิดกังวลต่างๆ นานา เปิดช่องให้โทสะเข้ามาครอบงำ

ดังนั้นการหาทางดึงจิตให้ไปจดจ่อกับเรื่องอื่น จึงเป็นวิธีที่จะช่วยคลายเครียด บางคนอาจจะเลือกฟังเพลงหรือฟังข่าวทางวิทยุ หรือเปิดซีดีธรรมะกล่อมใจ แต่สำหรับบางคน การฟังธรรมะอาจทำให้จิตคิดฟุ้งซ่านยิ่งขึ้นไปอีก เพราะใจไม่มีนิสัยใฝ่ไปทางนั้น จิตจึงอยากส่ายไปคิดเรื่องอื่นมากกว่า ซึ่งในที่สุดก็หวนกลับมาคิดเรื่องรถติด หรือกังวลกับสิ่งที่จะตามมากับปัญหารถติดนั้น

แต่สำหรับผู้ที่ฝึกมาดีแล้ว เพียงแค่ตามลมหายใจเข้า-ออกอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถทำจิตให้สงบได้ แม้ผู้คนรายรอบจะรุ่มร้อนรำคาญใจที่รถไม่เคลื่อนเลยก็ตาม

ทางเลือกมีมากมาย ข้อสำคัญคือ ควรหาอะไรทำเพื่อดึงจิตให้เป็นสมาธิกับสิ่งอื่น จะได้ไม่จดจ่อกับสภาพรถติด พร้อมกันนั้นก็ควรฝึกจิตให้รู้จักปล่อยวางกับปัญหานี้ โดยเตือนใจไว้เสมอว่า หงุดหงิดเพียงใดก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

ในยามนี้สิ่งที่ควรทำอีกอย่างคือ แผ่เมตตาแก่ตัวเองให้มากๆ พยายามตั้งจิตปรารถนาดีต่อตัวเอง ถ้ารักตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว ขออย่าได้นำความทุกข์ ความหงุดหงิด มาทำร้ายร่างกายและจิตใจของตัวเองเลย

ข้อมูล : จากหนังสือ ‘เริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ยอมแพ้โชคชะตา’