ธรรมะ-จิตใจ

‘ปิยะ อัจฉริยศรีพงศ์’ ห่างปัญหาแล้วเกิดปัญญา

  • 12 มกราคม 2561, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 214
Share on Google+
LINE it!
- +

บางครั้งการอยู่กับรายละเอียดเยอะแยะอาจสร้างความเครียดให้คนทำงาน วิธีแก้ไขแบบผู้บริหารกลุ่มบริษัท เจมส์ พาวิลเลี่ยนทำอย่างไร

เรื่อง : กองทรัพย์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ประสบความสำเร็จในฐานะผู้บริหารกลุ่มบริษัท เจมส์ พาวิลเลี่ยน แบรนด์เครื่องประดับที่เกิดขึ้นอย่างสง่างามและเติบโตมากว่า 20 ปีแล้ว หัวหอกของความสำเร็จอย่าง ท๊อป-ปิยะ อัจฉริยศรีพงศ์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท เจมส์ พาวิลเลี่ยน ผู้ร่วมก่อตั้งและดูแลด้านการตลาด นำพาอัญมณีจากความรักด้วยจุดแข็งไฟน์ จิวเวลรี่ (Fine Jewelry) คือเครื่องประดับที่ใช้วัตถุดิบชั้นสูง ด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ดีไซน์ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เพชรและอัญมณีที่มีคุณภาพสูง และการผลิตงานฝีมือที่มีความประณีต จนกลายเป็นดีเอ็นเอของเจมส์ พาวิลเลี่ยน ที่ว่า “ไม่ดีไม่ได้ ไม่สวยไม่ทำ”

ผ่านมาแล้ว 20 ปีสำหรับแบรนด์ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจของพี่น้อง ปัจจุบันเจมส์ พาวิลเลี่ยนมาไกลเป็นผู้นำด้านจิวเวลรี่ของประเทศไทยที่ทำด้านจิวเวลรี่ครบวงจรตั้งแต่การออกแบบ ผลิตจิวเวลรี่  จัดจำหน่ายในประเทศ และส่งออกต่างประเทศ เมื่อถามถึงเป้าหมายในปีต่อๆ ไป “ผมในช่วง20 กว่าๆ กับวันที่ผ่านมาแล้ว 20 ปีเปลี่ยนไปมาก เราต้องใช้ความพยายามเยอะ วันนี้ชีวิตไม่ง่ายขึ้นหรอก วันนี้เมื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนเริ่มต้นสำเร็จ เราก็เริ่มตั้งเป้าหมายใหม่ เพราะเรายังคิดว่ายังไม่หยุดเดินหรือหยุดพัฒนา เหมือนตอนวันแรกๆ ที่คุยกับพี่สาวว่าเราตั้งเป้ายังไง เราอยากเป็นผู้นำด้านไฟน์จิวเวลรี่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย หลังจากนี้เราอยากเป็นแบรนด์เนมไทยที่มีสาขาอยู่ทั่วโลกซึ่งผมคิดว่าเราน่าจะทำได้”

แต่ถามว่าการเดินทางกว่าจะถึงวันนี้มีปัญหาและอุปสรรคเข้ามาทดสอบตลอดเวลา ในฐานะผู้นำเขาจัดการกับปัญหาและความเครียดเหล่านั้นอย่างไรบ้าง “เวลาเครียดก็จะสูดลมหายใจลึกๆ แล้วก็พยายามดึงตัวเองออกจากตรงนั้นก่อน แล้วกลับเข้าไปใหม่อีกที บางครั้งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป อันนี้ผมได้รับการสอนจากคุณแม่ผมว่าถ้าบางทีเราคิดอะไรไม่ออก ให้ไปนอนก่อน บางทีพรุ่งนี้อะไรๆ ก็อาจเปลี่ยนไป หลายครั้งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

ถ้าอยากได้มุมสงบที่บ้านก็มีห้องพระ มีเวลาทำสมาธิ เป็นสิ่งที่พวกเราทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ที่เจอปัญหาซีเรียสทำยังไง ที่ผมบอกว่าหายใจลึกๆ เดินออกจากมันมาเหมือนมาตั้งสติ พอตั้งสติได้ก็ค่อยเข้าไป ไม่อย่างนั้น พอซีเรียสปุ๊บจะกลายเป็นเรื่องของอารมณ์ทันที จะมีผลกระทบต่อเรื่องอื่นๆ แนวคิดนี้ผมได้มาจริงๆ ตอนไปบวชเมื่อสามปีก่อนเอง ก็รู้ว่าจริงๆ ก็เท่านี้เลยคือ การรู้ตัวว่ามีสติ รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ พอมีสติก็จะมีปัญญาที่จะคิด ก็นำปัญญาไปใช้แก้ปัญหา ผมว่าแตะเบรก หยุดคิด พอสมองโล่ง จิตใจโล่ง เดี๋ยวทางออกจะมาเอง

เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมรู้ว่าผมแก้ปัญหาไม่ได้ หรือคนอื่นแก้ปัญหาให้ผมไม่ได้ผมก็จะปล่อยเลย มันมีกลับมาก็ปล่อยมันไปอีก ผมจะบอกกับตัวเองเสมอว่า ถ้าเราแชร์เรื่องความทุกข์แล้วคนอื่นช่วยไม่ได้อย่าไปแชร์ ไม่มีประโยชน์ คนอื่นจะทุกข์ด้วยเปล่าๆ เพราะฉะนั้นไม่ทำ” ปิยะ ปิดท้าย