ไลฟ์สไตล์

3 วิธีห่างไกลจากความอ้วน

  • 10 กันยายน 2560, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 143
Share on Google+
LINE it!
- +

เมื่อคนไทยมีปัญหาน้ำหนักตัวเกินและเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุสำคัญของโรคเรื้อรัง และมีอัตราเสียชีวิตก็สูง นี่คือ หนทางไกลอ้วน

เรื่อง : มีนา เรื่อง : AP

ใครๆ ก็อยากมีรูปร่างดีด้วยกันทั้งนั้น นพ.จีรวัส ศิลาสุวรรณ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ผู้เชี่ยวชาญด้านการ ส่องกล้องในระบบทางเดินอาหาร รพ.พญาไท 2 กล่าวว่าภาวะน้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วนในปัจจุบัน จัดเป็นปัญหาทางสาธารณสุข เพราะประชากรทั่วโลก รวมทั้งในคนไทย มีปัญหาน้ำหนักตัวเกินและเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเป็นทั้ง ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุสำคัญของโรคเรื้อรังต่างๆ ที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพ และเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงมาก แต่อัตราเสียชีวิตก็ยังคงสูงต่อเนื่อง

แล้วอย่างไรจึงเรียกว่าอ้วนแล้ว องค์การอนามัยโลก ให้นิยาม ภาวะน้ำหนักตัวเกิน และโรคอ้วน (Overweight and Obesity) ไว้ว่า “ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันในส่วนต่างๆ ของร่างกายเกินปกติ จนเป็นปัจจัยเสี่ยง หรือ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ที่ส่งผลถึงสุขภาพ จนอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้โดยเมื่อมีค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index หรือ เรียกย่อว่า BMI/บีเอ็มไอ) ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป เรียกว่า “น้ำหนักตัวเกิน” แต่ถ้ามีค่าดัชนีมวลกาย ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป เรียกว่า “เป็นโรคอ้วน”

โรคอ้วนออกเป็น 3 ระดับ เพื่อบอกความรุนแรงของภาวะ หรือ ของโรค ว่า ปานกลาง รุนแรง และรุนแรงมาก โดยระดับความรุนแรงมาก คือ ค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 40 ขึ้นไป (มาตรฐานองค์การอนามัยโลก) หรือ ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป (สำหรับเอเชีย)

อ้วนๆๆ คำนวณยังไง มาดูที่ “ดัชนีมวลกาย” คือ ค่าซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัวกับส่วนสูง ซึ่งนิยมใช้เป็นตัววินิจฉัยว่า ใครน้ำหนักเกิน หรือใครเป็นโรคอ้วน โดยหน่วยของน้ำหนักคิดเป็นกิโลกรัม และหน่วยของความสูงคิดเป็นเมตร โดยค่า ดัชนีมวลกายของแต่ละคน จะมีค่าเท่ากับ น้ำหนักของคนๆ นั้น หารด้วยความสูงยกกำลังสอง เช่นน้ำหนัก 50 กก. ความสูง 1.60 ม. (1.60 x 1.60 ม. = 2.56 (50/2.56) ค่าดัชนีมวลกายคือ 19.53

เมื่ออ้วนแล้วดูแลตนเองอย่างไร

1. กินให้ดู คิดเป็นระบบ รู้จักควบคุมอาหาร ต้องลดปริมาณพลังงานที่บริโภค คนที่กินอาหารมากต้องกินให้น้อยลง ซึ่งต้องทำอย่างเคร่งครัด น้ำหนักที่เกินอยู่จึงจะลดลง และไม่แนะนำให้ลดน้ำหนักโดยวิธีอดอาหาร เพราะจะมีผลเสีย มากกว่าผลดี

เมื่อกินอาหารน้อยลง จะต้องระมัดระวังว่าอาหารนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการดีพอไหมให้สมดุลกับ ข้อที่ว่ามันยังมีความเอร็ดอร่อยไม่น่าเบื่อด้วย

ทุกมื้ออาหารควรมีผักและผลไม้เสมอ เพราะอาหารสองประเภทนี้นอกจากให้วิตามินและเกลือแร่ ยังให้ใยอาหารซึ่งทำให้ท้องไม่ผูก และมีความรู้สึกอิ่มไม่หิวบ่อย สำหรับผลไม้ไม่ควรกินพวกที่มีรส หวานจัดเช่น องุ่น ละมุด ทุเรียน ถ้ากินให้กินเป็นครั้งคราวเท่านั้น

ไขมัน ให้ดูที่มาจากพืชในการปรุงอาหาร และพิจารณาร่วมกับกรดไขมันจำเป็นในสัดส่วนที่เหมาะสม ส่วนคาร์โบไฮเดรท แป้ง น้ำตาล พิจารณาจากคุณค่าและที่มาเป็นหลัก อย่างขนมหวาน น้ำอัดลม และการปรุงอาหารด้วยน้ำตาล ให้ลด ละ มากที่สุด

2. อยู่ให้เป็น ลุยงาน เล่นกีฬา ออกกำลังกายเสมอ

การลดน้ำหนักจะได้ผลดีต่อเมื่อเราออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ถ้าคนที่ไม่เคยออกกำลังกาย มาก่อนต้องค่อย ๆ เริ่มและหัดให้เกิดวินัย นับตั้งแต่เดินก็เป็นวิธีออกกำลังกายอย่างหนึ่ง การออกกำลังกายในแต่ละ ช่วงควรใช้เวลา 15-45 นาที โดยทำต่อเนื่องกันไปจนกระทั่งรู้สึกว่าเหนื่อยค่อยพัก ในวันหนึ่ง ๆ ถ้ามีเวลาออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาวันละ 1 ชั่วโมงจะดีมาก และต่อเนื่องนานนับปีจึงจะบอกได้ว่าผู้ป่วยประสบความสำเร็จ ในการลดน้ำหนัก หรือไม่

3. เมื่อพยายามมาทุกวิธี ขั้นตอนต่อไปคือ การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับโรคอ้วนโดยเฉพาะ