สุขภาพ

พิชิตอ้วน ทางเลือกใหม่

  • 26 กรกฎาคม 2560, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 254
Share on Google+
LINE it!
- +

วิธีการรักษาโรคอ้วน มีตั้งแต่การควบคุมปริมาณและประเภทอาหาร การออกกำลังกาย การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การใช้ยาลดการอยากอาหาร และนวัตกรรมทางเลือก

เรื่อง : มีนา ภาพ : เอพี

รูปร่างอวบอ้วน ล้วนเป็นปัญหาทางกายภาพที่ผู้ใส่ใจความสวยงามเป็นกังวลกันมาก หากอ้วนมากไปก็อาจนำมาซึ่งโรคร้าย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ-สมอง หรือเบาหวานได้ แถมยังเสี่ยงต่อภาวะอุดตัน หยุดหายใจขณะหลับ และซึมเศร้าได้ด้วย นพ.จีรวัส ศิลาสุวรรณ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่องกล้องในระบบทางเดินอาหาร รพ.พญาไท 2 แนะแนวทางการรักษาน้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วนของแพทย์ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น สาเหตุ อายุ สุขภาพ โดยรวมของผู้ป่วย โรคร่วมต่าง ๆ น้ำหนักตัวผู้ป่วย และขีดความสามารถของผู้ป่วยและครอบครัว ในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งการรักษามักใช้หลาย ๆ วิธีการร่วมกัน โดยมักเริ่มจากการตั้งเป้าหมาย และประเมินผลการรักษาตามเป้าหมาย เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีรักษา เช่น ให้ลดน้ำหนักได้ 10% ใน 6 เดือน และต่อจากนั้นดูว่าผู้ป่วยสามารถลดน้ำหนักลงได้อีกไหม และ/หรือ สามารถคงน้ำหนัก อยู่เช่นนั้นได้ไหม

วิธีการรักษา มีตั้งแต่การควบคุมปริมาณและประเภทอาหาร การออกกำลังกาย การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การใช้ยาลดการอยากอาหาร  และนวัตกรรมทางเลือกอย่าง การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร (Gastric Balloon) เพื่อลดขนาดกระเพาะ จนถึง การผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Bariatric surgery) ซึ่งในการแนะนำการผ่าตัด จะขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ และปัจจัยอื่นๆ ข้างต้น

นพ.จีรวัส ยังกล่าวถึงเคสท์ผู้ป่วยโรคอ้วนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนานาชนิด ซึ่งใช้ทางเลือกการ รักษาด้วยแกสตริกบอลลูนว่า “ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยและได้ผล เพราะ Gastric Balloon คือการใส่บอลลูนที่บรรจุสารน้ำเข้าไปในกระเพาะอาหารเพื่อการควบคุมน้ำหนัก โดยบอลลูนจะเข้าไปลดความจุ ของกระเพาะอาหาร ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และอิ่มนานกว่าเดิม ร่างกายจึงนำไขมันส่วนเกิน ออกมาใช้ เป็นพลังงานแทน ส่งผลให้น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงในที่สุด

“การทำ Gastric Balloon เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 27 ประกอบกับลดน้ำหนัก ด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล และมีน้ำหนักเกินจนเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ นอกจากเหตุผลเรื่องความมั่นใจ ในรูปร่าง และบุคลิกภาพที่ดีแล้ว การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธียังช่วยชะลอความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ที่มีผลมาจากความอ้วน ขั้นตอนดังกล่าวนี้ ไร้แผลผ่าตัด เพราะบอลลูนจะถูกใส่เข้าไปในกระเพาะอาหารทางช่องปาก ด้วยเทคนิค การส่องกล้อง ตัวบอลลูนทำจากซิลิโคนซึ่งเป็นวัสดุทางการแพทย์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหาร ภายในบอลลูน จะบรรจุสารน้ำเอาไว้ประมาณ 400-500 ซีซี เมื่อลดน้ำหนักได้ถึงจุดที่พึงพอใจแล้ว สามารถเอาน้ำที่อยู่ในบอลลูนออกได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะใส่บอลลูนไว้ประมาณ 6-12 เดือน” นพ.จีรวัสกล่าว

นพ.จีรวัส ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ก่อนใส่บอลลูนสองสัปดาห์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะนัดคนไข้มา ส่องกล้อง เพื่อตรวจเช็กว่ากระเพาะมีการติดเชื้อ มีบาดแผล หรือมีความผิดปกติที่ต้องรักษาก่อนใส่บอลลูนเข้าไปหรือไม่ ทุกขั้นตอนจะทำอย่างระมัดระวังและรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไข้เป็นสำคัญ

“หลังจากใส่บอลลูนเรียบร้อยแล้ว คนไข้อาจต้องนอนโรงพยาบาลหนึ่งคืนเพื่อติดตามอาการ จากนั้นแพทย์ จะนัดคนไข้มาตรวจร่างกายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีคำแนะนำในการปฏิบัติตัว การออกกำลังกาย และการเลือก รับประทานอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้การลดน้ำหนักได้ผลดียิ่งขึ้น”

ระยะเวลาการรักษาแพทย์อธิบายว่าในช่วง 2-5 วันแรกหลังการใส่บอลลูน คนไข้อาจมีอาการพะอืดพะอม คลื่นไส้ รู้สึกไม่สบายตัว ปวดท้องแบบหดเกร็ง หรือเจ็บช่องท้อง เนื่องจากร่างกายกำลังปรับสภาพ ซึ่งจะทำให้รู้สึก อ่อนเพลียได้ จึงควรวางแผนหยุดงานล่วงหน้าและเตรียมใจรับมือกับอาการเหล่านี้เอาไว้ด้วย หากผ่านไป 1-2 สัปดาห์แต่ยังรู้สึกไม่สบายตัว สามารถกลับมาปรึกษาแพทย์เพื่อลดปริมาณของเหลวในบอลลูนได้

“หลังการใส่บอลลูน 3-4 สัปดาห์ คนไข้จะสามารถค่อยๆ กลับมารับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ต้องเคี้ยว ให้ละเอียดและรับประทานอย่างช้าๆ ในปริมาณแต่ละครั้งที่ไม่มากนัก สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มออกกำลังกาย และทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้เป็นปกติ ขอแนะนำให้ออกกำลัง 150-200 นาทีต่อสัปดาห์ โดยแบ่งเป็น 3-4 ครั้ง ครั้งละ 45-50 นาที

นอกจากนี้ บอลลูนยังอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีเลือดออก ทางเดินอาหารอุดตันหรือทะลุ แต่อาการเหล่านี้มีโอกาสพบน้อยมากไม่ถึง 1%” นพ.จีรวัส ศิลาสุวรรณ อธิบาย