สุขภาพ

ทำไม...? “ผู้ใหญ่ตอนต้น” ต้องไปฉีดวัคซีน

  • 8 กันยายน 2560, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 124
Share on Google+
LINE it!
- +

สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จัดโครงการรณรงค์การฉีดวัคซีนในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ใครมีลูกมีหลานวัยนี้ “ต้อง” พาไปฉีดวัคซีน

เรื่อง : ปอย

คลินิกเสริมภูมิคุ้มกันและอายุรศาสตร์การท่องเที่ยว สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จัดโครงการรณรงค์การฉีดวัคซีนในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น “Vaccines for Teens” แนะนำ 5 วัคซีนสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น เพื่อป้องกัน 9 โรคร้าย ได้แก่ ไข้เลือดออก คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก เอชพีวี  หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม และอีสุกอีใส เพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรค และลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อสู่คนใกล้ตัว

ศ.กิตติคุณ นพ.วิศิษฏ์ สิตปรีชา ผู้อำนวยการสถานสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว ล้วนให้ความสนใจและสนับสนุนการให้วัคซีนป้องกันโรคแก่บุคคลในกลุ่มอายุต่างๆ มากขึ้น  

อย่างไรก็ตามพบว่าอัตราการให้วัคซีนแก่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น (หรืออายุระหว่าง 9-26 ปี) ยังต่ำอยู่ ทำให้คนในวัยนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคบางชนิดมากขึ้น ในฐานะผู้ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กับคนไทยมากว่า 95 ปี สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จึงจัดโครงการรณรงค์ให้ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นตระหนักถึง ความจำเป็น ของการรับวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน

ตลอดจนลดความรุนแรงของโรค ลดการแพร่เชื้อไปยังคนใกล้ตัว และลดอัตราการเสียชีวิตจาก 9 โรคร้ายซึ่งสามารถป้องกันได้ตามคำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคโดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยในปี 2557  

วัคซีนแนะนำให้ฉีดทั้ง 5 ชนิด ซึ่งป้องกันได้ทั้งหมด 9 โรคสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ประกอบด้วย 1.) วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก  2.) วัคซีนป้องกัน คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก  3.) วัคซีนป้องกันเอชพีวี   4.) วัคซีนป้องกัน หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม  และ 5.) วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส 

ศ. นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ผู้ช่วยผู้อานวยการ ฝ่ายวิชาการ สถานเสาวภา เปิดเผยว่า “สาเหตุที่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นควรฉีดวัคซีนทั้ง 5 ชนิดนี้ 

ประการแรก

แม้เคยรับวัคซีนแล้วในตอนเด็ก แต่ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนบางชนิดอาจลดลงตามกาลเวลาเนื่องจากวัยรุ่น ไม่มีการพบแพทย์ เนื่องจากมักมีสุขภาพดี และไม่มีโปรแกรมการนัดฉีดวัคซีนชัดเจนเหมือนในเด็กเล็ก จึงจำเป็นต้องได้รับการฉีดเข็มกระตุ้น เช่น โรคบาดทะยัก ซึ่งมีแนวโน้มว่าภูมิคุ้มกันเริ่มลดลงในช่วงอายุ 15-30 ปีจากไม่ได้รับการฉีดกระตุ้นในช่วงวัยรุ่น

หรือโรคคอตีบ ซึ่งเคยพบมีการระบาดและพบว่าผู้ป่วยเป็นในกลุ่มเด็กอายุ 5-14 ปี และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 15 ปี โดยอัตราเสียชีวิตก็สูงขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต รวมถึงโรคไอกรนที่มีรายงานในต่างประเทศว่าพบอัตราการเกิดโรคสูงขึ้นในทั้ง เด็กโตและวัยรุ่น

ประการที่สอง

แพทย์อาจเข้าใจว่าผู้ป่วยเคยรับวัคซีนมาแล้วตั้งแต่ในวัยเด็กทั้งที่แท้จริง ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนจึงไม่ได้ให้วัคซีน หรือเคยได้รับวัคซีนไปแล้วแต่ไม่ได้ผล เช่น ปรากฏรายงานผู้ป่วยโรคหัดที่เคยมีประวัติฉีดวัคซีนมาก่อน จึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน หัด หัดเยอรมัน คางทูม ซ้ำเพื่อให้มีภูมิต้านทาน โรคหัดเยอรมันซึ่งหากหญิงมีครรภ์ได้รับเชื้อ เด็กที่เกิดมาอาจเป็นหัดเยอรมันโดยกำเนิดได้ แม้ว่าภูมิต้านทานที่เกิดจากการฉีด

ประการที่สาม

โรคบางชนิดอาจมีโอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้นหรือรุนแรงขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อใน วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ เช่น การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์และอาจนำไปสู่การป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก และบางโรคอาจรุนแรงหรืออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนมาก เช่น โรคสุกใส ที่พบว่าผู้ใหญ่และหญิงตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้มากกว่าในเด็ก

ประการที่สี่

นวัตกรรมการแพทย์มีการพัฒนามากขึ้นและทำให้มีการพัฒนาวัคซีนใหม่ๆ ที่ป้องกันโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญ เช่น วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยเมื่อเดือน ต.ค2559 เนื่องจากไข้เลือดออกเป็นโรคที่ไม่สามารถคาดเดาความรุนแรงของอาการได้ และยังไม่มียารักษาโดยตรง ซึ่งนอกจากเป็นการป้องกันตนเองจากอันตรายของโรคแล้ว ยังเป็นการลดโอกาสแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น 

ยิ่งกว่านั้นการฉีดวัคซีนบางชนิดในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นยังสามารถป้องกัน การแพร่โรคไปยังบุคคลใกล้ชิดโดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำที่จะได้รับ อันตรายจากติดเชื้อ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และหญิงมีครรภ์”

“หากประชากรกลุ่มนี้ไม่มีภูมิคุ้มกัน เมื่อมีการติดเชื้อจากโรคดังกล่าว แม้บางครั้งอาการอาจไม่รุนแรง แต่ความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายตามมาคือ การเป็นพาหะแพร่เชื้อให้คนใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ และผู้สูงอายุ” ศ. นพ.ธีระพงษ์ กล่าวสรุป

ผู้สนใจรับการฉีดวัคซีนดังกล่าว และวัคซีนชนิดอื่นๆ ติดต่อรับบริการฉีดวัคซีนในราคาพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 ธ.ค. 2560 ที่คลินิกเสริมภูมิคุ้มกันและอายุรศาสตร์การท่องเที่ยว สถานเสาวภา สภากาชาดไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางอีเมล: queensaovabha@hotmail.com  หรือโทร. 02-252-0161-4 ต่อ 125, 132