ธรรมะ-จิตใจ

ปุ๋ยชุมชน

  • 4 กันยายน 2560, 09:00 น. |
  • เปิดอ่าน 1,930
Share on Google+
LINE it!
- +

ต้นไม้จะเจริญงอกงามได้ต้องมีปุ๋ย ปุ๋ยดีไม้ก็งาม ขาดปุ๋ยไม้ก็แกรน

เรื่อง : ผศ.ดร. วีรณัฐ โรจนประภา ภาพ : pixabay

ชีวิตของคนเราก็เช่นกันที่หากใครอยากจะรุ่งเรืองประสบความสำเร็จก็ต้องหมั่นใส่ปุ๋ย พรวนดินให้ชีวิตตนเอง แต่ปุ๋ยชีวิตนี้ไม่มีวางขายตามตลาดทั่วไป ไม่สามารถใช้เงินซื้อได้ การจะได้มาต้องอาศัยการมองความล้มเหลวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราให้เป็น ใช้ให้ถูก

มองอย่างไร? ก็ต้องมองให้เหมือนชาวไร่ ชาวนามองมูลวัว มูลควายคือไม่กลัวสกปรก ไม่กลัวเหม็น เอาของเสียนั้นมาใช้ใส่ต้นไม้ทำให้ผลผลิตในไร่เจริญงอกงามขายได้ราคา คนมองเป็นก็ต้องไม่กลัวล้ม ไม่กลัวเจ็บ เอาความพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนเติมให้ชีวิต ย่อมจะทำให้ชีวิตพัฒนา มีความเติบใหญ่เจริญรุ่งเรืองขึ้นเช่นกัน

แต่น่าเสียดายที่มีคนจำนวนน้อยเท่าน้อยเท่านั้นที่ไม่กลัว ทั้งยังเข้าใจความเป็นจริงว่ามีแต่คนไม่ทำอะไรเท่านั้นที่จะไม่เคยล้ม ใครที่ทำงาน สร้างตัว พัฒนาตนย่อมต้องล้มกันระหว่างทางทั้งนั้น แต่เขาเหล่านั้นนำการล้มแต่ละครั้งมาใส่เป็นปุ๋ย พรวนคุ้ยการล้มนั้นออกมาเป็นความรู้ ประสบการณ์ในการเดินทางต่อของเขาเอง

อย่างไรก็ตามก็ใช่ว่าจะจำเป็นเสมอที่เราจะหาปุ๋ยได้ด้วยการยอมล้มเองทุกครั้งไป ยังพอจะมีทางหาปุ๋ยชั้นดีได้โดยไม่ต้องเจ็บตัว (เอง) อยู่ นั่นคือการขอเอาจากผู้ที่เคยผ่านมาก่อน

แล้วใครกันล่ะที่สะสมประสบการณ์มาอย่างโชกโชนมีปุ๋ยพร้อมจะแบ่งปันให้เราได้ใช้ ?

คำตอบก็คือ "ผู้สูงอายุ" ที่ผ่านโลกมามากนั่นเอง ประสบการณ์อันมากมายของท่าน ที่รู้ว่าทำเช่นนี้ประสบความสำเร็จ ทำแบบนี้ประสบความล้มเหลวล้วนเป็นข้อมูลที่มีค่ามหาศาลแก่สังคมและชนรุ่นหลังทั้งนั้นแต่น่าแปลกทั้งที่พวกท่านมีของมีค่าที่พร้อมจะมอบให้ลูกหลานเช่นนี้ แต่เวลาพูดถึงผู้สูงอายุ กล่าวถึงสังคมผู้สูงวัย สังคมกลับมองไปแต่ในด้านลบ ด้านที่เป็นปัญหา ไม่ค่อยยอมมองกันในด้านบวก ด้านที่เป็นโอกาสว่ายิ่งสังคมใดมีผู้สูงอายุมากก็หมายถึงสังคมนั้นจะมีภูมิปัญญาที่สะสมมามาก หรือมีปุ๋ยให้สังคมได้ใช้มากตามไปด้วย

เราจึงควรเปลี่ยนทัศนคติปรับมุมมองสภาพสังคมผู้สูงอายุหรือ Ageing Society นี้มามองในด้านดี ควรรีบหาวิธีเก็บเกี่ยวความรู้แฝงที่ตกผลึก กลั่นออกมาใช้งานได้จริงที่ในศัพท์วิชาการเรียกว่า Tacit Knowledge นี้จากพวกท่านให้มาก ๆ เพื่อนำมาเป็นทรัพยากร หรือวัตถุดิบในการผลิตแนวทาง หรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะทำให้พัฒนาการของสังคมเป็นไปอย่างรุ่งเรืองแบบก้าวกระโดดและยั่งยืน

ซึ่งการรวบรวมภูมิปัญญานี้ไม่จำกัดว่าต้องทำเฉพาะภาครัฐบาลหรือองค์กรใหญ่ ๆ จะเป็นองค์กรเล็กจะเก็บจากพนักงานรุ่นเก๋าของบริษัทตนเองมาให้พนักงานรุ่นต่อไปได้เรียนรู้ หรือลูกหลานจะเกี่ยวประสบการณ์ของพ่อแม่ปู่ย่ามาใช้สร้างตนก็ย่อมทำได้

สรุปว่าแค่เพียงพลิกมุมมองที่มีต่อผู้สูงอายุจากมองว่าเป็น "หนี้สิน" มามองว่าเป็น "ทรัพย์สิน" เท่านี้ก็เท่ากับเราฉวยโอกาสดีกว่าคนอื่น ๆ แล้ว

ใครที่อาจเผลอมองสภาวะสังคมผู้สูงอายุในทางลบก็ลองปรับมุมมองของตนใหม่ ให้มามองตามความเป็นจริงบวกกับความคิดเชิงบวกว่าจะเก็บเกี่ยวประโยชน์จากท่านให้มากที่สุดเท่านี้ นอกจากจะสร้างความได้เปรียบให้แก่ตนไม่ต้องลองผิด ลองถูกเองแล้วยังอาจช่วยลดทอนปัญหาสังคมที่น่าหดหู่ใจอีกปัญหาหนึ่งได้ด้วย นั่นคือปัญหาการผลักไสผู้สูงอายุไปอยู่บ้านพักคนชรา เพราะเมื่อคนเห็นค่าสิ่งใดคนย่อมอยากเก็บสิ่งนั้นไว้กับตัว เมื่อลูกหลานเห็นค่าผู้อาวุโสย่อมไม่ขับไล่ไสส่งไปอยู่นอกบ้าน

เรื่องการส่งบุพการีของตนไปอาศัยอยู่กับคนอื่นนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าใจนัก แม้หลายครอบครัวลูกหลานจะมีเหตุผลว่าทำไปเพื่อความปลอดภัยของท่าน เพื่อจะได้มีคนคอยดูแลท่าน หรือแม้แต่จะบอกว่าเพื่อให้ท่านได้มีสังคม มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันไว้คุยจะได้ไม่เหงาก็ตาม แต่การให้ท่านไปอยู่ที่ที่ไม่ใช่บ้านตัวเอง ไม่ได้ใกล้ชิดกับลูกหลานก็ยังควรจะต้องเป็นทางเลือกหลังๆ อยู่ดี

"แล้วจะแก้อย่างไรล่ะ ก็สมัยนี้มันต้องแข่งกันทำงาน หาเงินกันตลอดเวลาไม่ทำก็ไม่มีเงินมาหาข้าว หายาให้ท่านกินไม่มีใครอยู่บ้าน ปล่อยท่านอยู่คนเดียวจะยิ่งแย่กันไปใหญ่" ทางออกมีครับ แต่ก่อนอื่นเรามาดูบ้านพักคนชราในฝันกันก่อนว่าควรเป็นบ้านแบบไหน

ใคร (แอบ) คิดว่าน่าจะเป็นบ้านพักแบบที่เห็นจากคลิปที่แชร์กันในต่างประเทศ ใครที่ (แอบ) อยากว่าน่าจะเป็นบ้านพักผู้สูงอายุที่สร้างอย่างหรูหราเปี่ยมไปด้วยการดูแลและสันทนาการ ก็ขอตอบว่าไม่ใช่ครับ ต่อให้บ้านนั้นเลิศหรูเพียงใดบ้านนั้นก็ไม่ควรจะเป็นบ้านพักหลังสุดท้ายของพวกท่าน บ้านพักคนชราที่ดีที่สุดนั้นไม่ได้ต้องการการลงทุนสร้างใหญ่โต ทันสมัย ครบครันขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด บ้านพักคนชราในอุดมคตินั้นมีอยู่ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว นั่นก็คือบ้านที่ท่านเกิดนั่นเอง บ้านที่ท่านใช้ชีวิตเติบโตมานั่นล่ะครับคือบ้านพักคนชราของแต่ละคน มิใช่บ้านที่เป็นศูนย์รวมคนชราที่ไร้ญาติ เป็นสถานที่ไว้ให้ผู้สูงอายุที่ลูกหลานไม่สนใจ อย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

ฉะนั้นแนวทางการแก้ไข อาจจะต้องใช้กลไกด้านกฎหมาย ที่เกี่ยวกับกฎหมายกตัญญูในการส่งเสริมให้ลูกหลานได้ทำหน้าที่ดูแลบุพการีที่ให้กำเนิดและเลี้ยงตนเองมา แต่ทั้งนี้ ต้องพึงระวังมิให้กฎหมายนั้น กลายเป็นเรื่องของการใช้บทลงโทษ มิฉะนั้นอาจจะส่งผลกระทบอันอาจตีกลับมาทางด้านของจิตใจของลูกหลานที่มีต่อพ่อแม่ตนเองและอาจเกิดปัญหาที่ซับซ้อนตามมาให้สังคมต้องตามแก้ไขอีกมากได้

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าวิถีของครอบครัวในยุคปัจจุบันรวมไปถึงในอนาคตที่จะกลายเป็นครอบครัวที่มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ นั่น หมายความว่า จะมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่จะไม่มีลูกหลานไว้คอยดูแลกันมีความจำเป็นต้องพึ่งพิงศูนย์พักคนชรากันจริงๆ แต่อย่างไรกผ้ตามทางแก้เรื่องนี้ก็ยังไม่ควรจะเป็นการสร้างศูนย์ชั้นเลิศอยู่ดีแต่ควรเป็นลักษณะของ "บ้านพักคนชราชุมชน" อาจจะเป็นแนวใกล้เคียงในลักษณะหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ก็คือหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งศูนย์พักพิงผู้สูงอายุ และอาจจะมีเงื่อนไขที่จะรับผู้สูงอายุในหมู่บ้านนั้นมาดูแลโดยให้ลูกหลานในหมู่บ้านนั้นเป็นผู้ดูแลกันเอง เช่นนี้ก็จะเป็นทางออกที่สวยงาม และเกิดความอบอุ่น เป็นการสร้างงานให้เกิดขึ้นในหมู่บ้าน และเสริมสร้างกำลังใจ รวมไปถึงการปลูกฝังเสาหลักของ ปูชนียบุคคลผู้อาวุโสในหมู่บ้านให้ยังคงเป็นกำลังหลักสำคัญในหมู่บ้านของตัวเอง มิใช่กลายไปเป็นผู้อยู่อาศัยในบ้านของคนอื่น

ฝากผู้มีกำลังที่คิดจะตามกระแสสร้างบ้านพักคนชราเพื่อจับกลุ่มคนคุ้นเคยกันเองดูครับ ว่าลองเปลี่ยนแนวทางมาสร้างบ้านเพื่อเพื่อนรุ่นเดียวกันในชุมชนและให้ลูกหลานในชุมชนเป็นผู้ดูแล มาช่วยกันสร้างบ้านนั้นให้กลายเป็นคลังปัญญาของชุมชน เป็นที่ส่งมอบปุ๋ยชีวิตให้ลูกหลาน เป็นเสมือนทัพเสนาธิการคอยประคับประคองให้เหล่าแม่ทัพนายกองที่ยังมีกำลังวังชาได้ใช้ออกไปสร้างความมั่งคงและนำความเจริญมาสู่ชุมชน